12 ธ.ค. 2561

นนทรี


นนทรี (Copper pod/Yellow flame) จัดเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่นิยมปลูกมากตามสถานที่ราชการต่างๆ เนื่องจากลำต้นแตกทรงพุ่มใหญ่ ทำให้บังแดดเป็นร่มเงาได้ดี อีกทั้งช่อดอกมีขนาดใหญ่ ดอกเมื่อบานจะมีสีเหลืองสวยงาม นอกจากนั้น เนื้อไม้ยังนำมาแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือใช้ในงานก่อสร้างบ้านอย่างมั่นคง
• วงศ์ : Leguminosae หรือ Caesalpinioideae
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Peltophorum pterocarpum (DC.) K.Heyne
• ชื่อสามัญ :
– Copper pod
– Yellow flame
– Moulmein Lancewood
– Yellow Poinciana
• ชื่อท้องถิ่น :
– นนทรี
– นนทรีบ้าน
– สารเงิน
– กระถินป่า
– กระถินแดง
– ซ้าขม
– ร้าง (อีสาน)
– ราง (สุรินทร์)
– จ๊าขาม, ซ้าขม (เลย)
– อะราง อะล้าง (โคราช)
– ตาเซก, กร่าเซก (เขมร และบุรีรัมย์)
– คางรุ้ง (พิษณุโลก)
– อินทรี (จันทบุรี)
ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
นนทรี เป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย และประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย โดยในประเทศไทยพบได้ทั่วไปตามชายป่าเต็งรัง หรือป่าเบญจพรรณในภาคตะวันออก ภาคอีสาน และภาคเหนือ ซึ่งพบได้ในระดับ 10 – 300 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ปัจจุบัน พบนำมาปลูกตามสถานที่ราชการต่างๆ เพราะให้ร่มเงาได้ดี และดอกมีความสวยงาม
%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5
ไม้นนทรีอีกชนิดหนึ่งที่พบในประเทศไทย คือ นนทรีป่า Peltophorum dasyrachis (Mig.) Kurz) มีความจากนนทรีบ้าน คือ ช่อดอกนนทรีบ้านตั้งขึ้น ส่วนช่อดอกนนทรีป่าจะห้อยลง และเรือนยอดนนทรีป่าจะเป็นมีรูปทรงกลม ส่วนนนทรีบ้านอาจเป็นทรงกลมหรือมีรูปร่างไม่แน่นอน นอกจากนั้น นนทรีป่าจะมีลักษณะเด่นอื่นๆ อาทิ กิ่งอ่อนนนทรีย์ป่าจะมีขนสีนํ้าตาลแดง ส่วนเปลือกนอกของนนทรีป่าต้นยังเล็กมีสีเทา ผิวเปลือกค่อนข้างเรียบ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
นนทรี เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีลำต้นสูงประมาณ 15 – 30 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านเป็นทรงพุ่มรูปทรงกลม มีทรงพุ่มหนาทึบ และแตกกิ่งแขนงใหญ่ตั้งแต่ระดับล่างของลำต้น เปลือกลำต้นด้านนอกมีสีเทาอมน้ำตาล เปลือกด้านในมีสีแดงเรื่อ เปลือกลำต้นเป็นสีเทาอมสีดำ เปลือกหนา และแข็ง เปลือกแตกเป็นร่องลึกตามแนวยาวของลำต้น กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลปก กิ่งแก่เรียบ ไม่มีขนปกคลุม กิ่งค่อนข้างเปราะ และหักง่าย ส่วนเนื้อไม้เป็นไม้เนื้อแข็ง เนื้อไม้มีสีน้ำตาลอมแดง
%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5
ใบ
ใบนนทรี เป็นใบประกอบแบบขนนก 2 ชั้น ชนิดใบคู่ (ใบสุดท้ายมี 2 ใบ) ประกอบด้วยก้านใบหลักชั้นที่ 1 ที่แตกออกมาบริเวณปลายกิ่ง ยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร แต่ละก้านใบหลักมีก้านใบหลักชั้นที่ 2 เรียงกันเป็นคู่ๆตรงข้ามกัน 10-15 คู่ แต่ละก้านใบหลักชั้นที่ 2 ยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร และก้านใบด้านล่างมีขนสีน้ำตาลอมแดงปกคลุม ซึ่งบนก้านใบหลักชั้นที่ 2 ประกอบด้วยใบย่อยเรียงกันเป็นคู่ๆตรงข้ามกัน 10-18 คู่
%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b51
ใบย่อยมีก้านใบสั้น แผ่นใบย่อยมีรูปขอบขนาน ขนาดใบกว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ฐานใบ และปลายใบมน แต่เว้าตรงกลางของปลายใบเล็กน้อย แผ่นใบค่อนข้างแข็ง และเปราะหักง่าย แผ่นใบ และขอบใบเรียบ แผ่นใบด้านบนมีสีเขียวเข้ม ส่วนแผ่นใบด้านล่างมีสีเขียวซีด และมีขนสีน้ำตาลอมแดงเล็กน้อย
ดอก
นนทรี ออกดอกเป็นช่อบริเวณปลายยอด ประกอบด้วยก้านช่อดอกหลัก และแตกก้านช่อดอกแขนงออกโดยรอบ ก้านช่อดอกหลักยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร และแตกก้านช่อดอกแขนง กว้างประมาณ 15-20 เซนติเมตร แต่ละก้านช่อดอกแขนงจะประกอบด้วยดอกย่อยที่เรียงซ้อนกัน 15-30 ดอก
ดอกย่อยอ่อนหรือดอกตูมมีลักษณะทรงกลม ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีน้ำตาล จำนวน 5 กลีบ ห่อหุ้มกลีบดอกไว้ ดอกเมื่อบานจะแผ่กลีบดอกออก จำนวน 5 กลีบ กว้างประมาณ 2 เซนติเมตร แผ่นกลีบดอกมีสีเหลืองสด แผ่นกลีบ และขอบกลีบโค้งเว้าเป็นลูกคลื่นหรือย่น โคนกลีบดอกมีขนสีน้ำตาลอมแดงเล็กน้อยปกคลุม ถัดมาด้านในเป็นเกสรตัวผู้ จำนวน 10 อัน ส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน มีปลายเกสรเป็นก้อนสีเขียว ส่วนด้านล่างเป็นรังไข่ที่ติดกับฐานดอก ทั้งนี้ นนทรีจะเริ่มออกดอกประมาณเดือนมกราคม และทยอยบานต่อเนื่องจนถึงเดือนมีนาคม ซึ่งหลังจากนั้น ดอกจะร่วงหมดต้น
ผล
ผลนนทรี เรียกเป็นฝัก ฝักมีรูปหอก แผ่นฝักแบน และเป็นขอด 1-8 ขอด ขนาดฝักกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร โคนฝักสอบแคบ ปลายฝักแหลมเป็นติ่ง เปลือกฝักบาง แต่เหนียว และแข็ง ฝักอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมแดง โดยจะเริ่มสีบริเวณขอดของฝักก่อน จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมแดงจนทั่วฝัก ภายในฝักมีเมล็ด 1-8 เมล็ด ตามจำนวนของขอดบนฝัก
เมล็ดมีลักษณะแบน ขอบเมล็ดลีบแหลม เปลือกเมล็ดมีสีน้ำตาลอมแดง เปลือกค่อนข้างบาง แต่แข็ง ทั้งนี้ ฝักนนทรีจะเริ่มติดฝักตั้งแต่หลังดอกบานต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และฝักจะแก่ต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม
%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5
ประโยชน์นนทรี
1. ต้นนนทรีแตกกิ่งแขนงจำนวนมาก แลดูเป็นทรงพุ่มหนา ช่วยให้เป็นร่มเงาบังแดดได้ดี จึงนิยมปลูกไว้ในสถานที่ราชการต่างๆ อาทิ ตามโรงเรียน มหาวิทยาลัย วัดวาอาราม และที่ราชการ เป็นต้น
2. นอกจากปลูกเพื่อให้ร่มเงาแล้ว นนทรีถือเป็นไม้ประดับอีกชนิด เพราะออกดอกดก ออกดอกเป็นช่อใหญ่ ดอกมีสีเหลืองสวยงาม
3. ต้นนนทรีมีแก่นหรือเนื้อไม้เป็นไม้เนื้อแข็ง เนื้อไม้มีสีน้ำตาลอมชมพูหรือน้ำตาลอมแดงเรื่อ จึงนิยมนำมาแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ รวมถึงใช้งานงานก่อสร้าง อาทิ ไม้ปูพื้น ไม้ฝ้าเพดาน ไม้วงกบ เป็นต้น
4. เปลือกลำต้นใช้ต้มย้อมผ้า ให้ผ้าสีส้มอมชมพูหรือน้ำตาลอมชมพู
คุณสมบัติของไม้นนทรี
1. เนื้อไม้มีสีน้ำตาลอมชมพู และเป็นมันเลื่อม
2. เนื้อไม้มีเสี้ยนตรงหรือเป็นคลื่น
3. ความถ่วงจำเพาะ ประมาณ 0.74
4. เนื้อไม้มีความแข็งประมาณ 626 กิโลกรัม
5. เนื้อไม้มีความแข็งแรง ประมาณ 946 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร
6. ความดื้อ ประมาณ 104,200 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร
7. ความเหนียว ประมาณ 1.79 กิโลกรัม-เมตร
8. เนื้อไม้มีความทนทานตามธรรมชาติ ประมาณ 1.6-16.2 ปี และเฉลี่ยประมาณ 5.2 ปี
ที่มา : (1)
%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5
สรรพคุณนนทรี
เปลือก และแก่นลำต้น (รสฝาด นำมาต้มน้ำดื่ม)
– ช่วยละลายเสมหะ
– รักษาโรคบิด แก้อาการท้องร่วงท้องเสีย
– ช่วยขับลม
เปลือก และแก่นลำต้น (มาบดหรือฝนทาภายนอก)
– ช่วยในการสมานแผล รักษาแผลให้หายเร็ว
ที่มา (2), (3)
การปลูกนนทรี
การเตรียมเมล็ด
เพื่อให้เมล็ดมีอัตราการงอกสูง และสามารถสามารถงอกได้ สามารถทำได้โดย
1. แช่ในกรดซัลฟูริกเจือจาง นาที 15-30 นาที
2. แช่น้ำร้อนเดือด นาน 3-5 นาที และแช่ในน้ำเปล่าอีก 1 คืน
การเพาะเมล็ด
รอเพิ่มข้อมูล
หลังจากเพาะเมล็ดแล้ว ประมาณ 7 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกให้เห็นต้นอ่อน จากนั้น ย้ายต้นกล้าลงชำต่อในถุงเพาะชำ ก่อนจะดูแลต่ออีก ประมาณ 3 เดือน ซึ่งจะได้ต้นกล้าที่สูงประมาณ 7 – 8 นิ้ว จากนั้น ให้ย้ายกล้าลงหลุมปลูก
%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b5
ขอบคุณภาพจาก NanaGarden.com/, http://www.pratat.ac.th, http://www.careandliving.com/, biogang.net
เอกสารอ้างอิง
(1) กรมป่าไม้. 2527. ไม้และของป่าบางชนิดในประเทศไทย. สมาคมป่าไม้แห่งประเทศไทย.
(2) พรเพ็ญ โชชัย, ระมัด โชชัย และเมทินี ทวีผล. 2552. การศึกษาการย้อมสีเส้นด้ายฝ้าย-
ด้วยสีย้อมจากเปลือกนนทรี.
(3) ศูนย์ความรู้ด้านการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. นนทรี. ออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2559. เข้าถึงได้ที่ : http://agkc.lib.ku.ac.th/plantwebsite/webpage/Trees/%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5.html/
Share:

หมากเหลือง


หมากเหลือง (Yellow palm) เป็นปาล์มประดับชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกประดับไว้ภายในบ้านหรือปลูกในแปลงจัดสวน เนื่องจาก ก้านใบ และใบมีสีเหลืองอมเขียวสวยงาม ลำต้นไม่สูงมากนัก มีอายุยืนยาว สามารถปลูก และดูแลง่าย
• วงศ์ : Palmae (Arecaceae)
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Chrysalidocarpus lutescens.
• ชื่อสามัญ :
– Yellow palm
– Yellow cane palm
– Golden cane palm
– Butterfly palm
– Madagascar palm
ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
หมากเหลือง มีถิ่นกำเนิดในแถบหมู่เกาะมาดากัสการ์ ปัจจุบันพบปลูกกันทั่วโลก โดยเฉพะแถบประเทศร้อนชื้น รวมถึงประเทศไทยด้วย เพิ่มเติมจาก [1]
%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
หมากเหลือง มีลำต้นเพรา ทรงกลม และตั้งตรง ลำต้นแตกหน่อเป็นกอใหม่รอบต้นแม่ เมื่อโตเต็มที่จะสูงได้ถึง 8 เมตร ขนาดลำต้นประมาณ 4-8 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นข้อหรือเป็นวงชัดเจน ผิวลำต้นเรียบ โคนลำต้นมีสีเหลืองส้มหรือเขียวอมเหลือง ลำต้นส่วนปลายมีนวลสีขาวปกคลุม
%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87
ใบ
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก กาบใบหุ้มลำต้น มีสีเหลืองอมส้ม เรียงเยื้องกันตามความสูง ใบมีทางใบยาว 1.5-2 เมตร ทางใบมีสีเขียวอ่อนหรือสีเขียวอมเหลือง บนทางใบมีใบย่อยเรียงเยื้องสลับกันเป็นแถว ใบย่อยมีลักษณะเรียวยาว โคนใบสอบรูปลิ่ม ปลายใบเรียวแหลม คล้ายใบมะพร้าว กว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 40-60 เซนติเมตร แผ่นใบ และขอบใบเรียบ มีสีเขียวอมเหลือง
%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87
ดอก
หมากเหลืองออกดอกเป็นช่อเหมือนกับช่อดอกของปาล์มทั่วไป ก้านช่อดอกยาวประมาณ 60-100 เซนติเมตร ปลายช่อแตกแขนงเป็นช่อย่อย บนช่อแขนงประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก ดอกย่อยแต่ละดอกมีสีขาว ทั้งนี้ ดอกหมากเหลืองเป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศ มีการแยกเพศอยู่คนละต้น
%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87
ผล
ผลหมากเหลือง ติดผลเป็นช่อ แต่ละผลมีรูปกลมรี ขนาดประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม และสุกจัดเปลี่ยนเป็นสีม่วงอมดำ แต่ละผลมีเมล็ด 1 เมล็ด [2]
%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87
ประโยชน์หมากเหลือง
1. หมากเหลืองนิยมปลูกทั้งในแปลงจัดสวน การด้านภูมิทัศน์ และการปลูกในกระถางเพื่อเป็นไม้ประดับ เนื่องจากมีทรงพุ่มสวยงาม ทางใบยาว โค้งย้อยลงดิน แผ่นใบมีสีเหลืองอมเขียวสวยงาม ทั้งนี้ การปลูกในกระถาง ควรวางกระถางในพื้นที่ร่มหรือมีแสงแดดไม่ส่องทั้งวันหรือมีแสงรำไร อาทิ การวางกระถางภายในบ้าน หน้าบ้านที่มีร่ม หรือวางไว้ข้างบ้านที่มีร่มในบางครั้ง เพราะการปลูกในกระถางจะสูญเสียความชื้นได้ง่ายกว่าการปลูกลงแปลง
2. ใช้ปลูกเพื่อเป็นไม้มงคล โดยมีความเชื่อต่างๆ ได้แก่
– หมากเหลืองช่วยให้ผู้คนเกิดความเคารพ และเชื่อฟังในตน เหมือนก้านใบหมากเหลืองที่โค้งโน้มลง รวมถึงทำให้สมาชิกในบ้านเป็นผู้มีจิตใจดี จิตใจงดงาม มีความถ่อมเนื้อถ่อมตน
– หมากเหลืองมีก้าน และใบสีเหลืองอมเขียวหรือบางต้นมีสีเหลืองทอง ช่วยส่งเสริมให้เกิดความร่ำรวย มีโชคลาภให้แก้ผู้ปลูกหรือสมาชิกภายในบ้าน
3. หมากเหลืองนอกจากจะปลูกเพื่อการประดับแล้ว เกษตรกรบางรายยังปลูกเพื่อตัดก้านใบส่งขาย สร้างรายได้งามเช่นกัน ก้านใบที่จำหน่ายถูกใช้สำหรับจัดตกแต่งในพิธีต่างๆ อาทิ งานมงคล งานเทศกาลชุมชน และงานสำคัญของทางราชการ
4. ก้านหมากเหลืองใช้ถูหรือจิ้มบริเวณฝ่าเท้าเพื่อตรวจหาอาการชาจากภาวะโรคเบาหวาน ลดความเสี่ยงการเกิดแผลจากโรคเบาหวาน มีวิธีการใช้ คือ นำก้านหมากเหลืองมาผ่าเปลือกนอกออก ให้เหลือเฉพาะแก่นอ่อนด้านใน จากนั้น เหลาให้ส่วนปลายเรียวเล็ก และปลายสุดเหลาให้มน ก่อนใช้จิ้มบนฝ่าเท้าตรวจหาอาการชา [3]
สรรพคุณหมากเหลือง
• ผลอ่อน มีรสฝาด มีสรรพคุณต่างๆ ได้แก่
– ช่วยเจริญอาหาร
– ช่วยขับเสมหะ
– แก้อาการเมา วิงเวียนศรีษะ
– แก้อาการคลื่นเหียน อาเจียน
– ช่วยบรรเทาอาการไอ
– ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ
• ผลดิบนำมาปอกเปลือก ก่อนแยกเอาเนื้อมาเคี้ยวกับหมาก ให้รสฝาดจัด มีสรรพคุณต่างๆ ได้แก่
– แก้อาการท้องเสีย
– แก้ปวดแน่นท้อง
– ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ
– ช่วยขับปัสสาวะ
• เนื้อผล มีรสจืดหวาน
– ช่วยขับลม
– ช่วยขับปัสสาวะ
– แก้ท้องอืดแน่น
– แก้โรคบิด หรืออาการท้องเสีย
• ผลอ่อน และเนื้อผลแก่ ใช้ทาภายนอก
– เนื้อผลนำมาบดทารักษาแผล ช่วยสมานแผลให้หายเร็ว
– ใช้ทารักษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน
การปลูกหมากเหลือง
หมากเหลืองสามารถขยายพันธุ์ และปลูกได้ 2 วิธี คือ การปลูกด้วยเมล็ด และการแยกหน่อปลูก เป็นพืชที่ต้องการดินร่วน ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ปลูกได้ทั้งในที่ร่ม และพื้นที่กลางแจ้ง แต่ทั่วไปจะเป็นพืชชอบแสงรำไร และสภาพอากาศไม่ร้อนมาก จึงนิยมปลูกในกระถางเพื่อประดับในอาคารหรือในที่ร่มเป็นส่วนใหญ่
%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87
การเตรียมดิน และแปลงปลูก
1. ดินสำหรับปลูกในกระถาง ควรผสมวัสดุอินทรีย์อื่น เพราะจะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุ และช่วยเก็บกักน้ำไม่ให้ระเหยง่าย ช่วยรักษาความชื้นในดินได้นาน เพราะการปลูกในกระถางความชื้นจะสูญเสียง่าย
ดินใช้ปลูกให้ผสมกับปุ๋ยคอก แกลบดำ ขุยมะพร้าว อัตราส่วน 1:2:1:0.5:0.5 โดยใช้ดินร่วนเป็นหลัก แล้วคลุกผสมให้เข้ากัน ก่อนบรรจุใส่กระถาง
2. แปลงปลูก
พื้นที่แปลงปลูกในที่โล่งแจ้ง ให้กำจัดวัชพืชออกก่อน หลังจากนั้น หว่านด้วยปุ๋ยคอก แกลบดำ อัตราอย่างละ 1 กิโลกรัม/ตารางเมตร พร้อมพรวนให้เข้ากัน ก่อนนำลงปลูก
การเพาะเมล็ด
นำผลแก่จัดหรือผลที่แห้งบนต้นมาพักไว้ 1-2 เดือน เพื่อให้เมล็ดพักตัว ก่อนนำลงเพาะนำแปลงเพาะที่ใช้วัสดุปลูกอย่างเดียวกับการปลูกในกระถาง โดยใช้ทั้งผล ไม่ต้องแกะเปลือกออก เมื่อเมล็ดงอก ให้ดูแลจนกว่าต้นจะสูง 3-5 เซนติเมตร ก่อนย้ายเพาะดูแลต่อในกระถางหรือถุงเพาะชำ นอกจากนั้น อาจเพาะเมล็ดลงในถุงหรือกระถางเพาะ 3-5 เมล็ด แล้วดูแลจนต้นโตในกระถาง ค่อยนำไปจัดวาง
การแยกหน่อ
ให้เลือกหน่อที่มีความสูงไม่ตำกว่า 30 เซนติเมตร แยกมาเพาะต่อในกระถาง หรือนำลงปลูกในแปลง โดยขุด และตัดแยกให้มีรากติดมาเท่านั้น
การให้น้ำ
– การปลูกในกระถาง ควรให้น้ำอย่างน้อยทุกๆ 3 วัน ในปริมาณพอชุ่ม
– การปลูกในแปลง ควรให้น้ำอย่างน้อยทุกๆ 5-7 วัน
การใส่ปุ๋ย
ให้ใส่ปุ๋ย 2 ครั้ง/ปี โดยเน้นปุ๋ยคอกเป็นหลัก และให้ปุ๋ยเคมีเสริมเล็กน้อย ในสูตร 16-8-8 ประมาณ 1 หยิบมือ/ต้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดลำต้นเป็นสำคัญ
ขอบคุณภาพจาก bansuanporpeang.com/
เอกสารอ้างอิง
[1] https://th.wikipedia.org, 2560, หมากเหลือง, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560, เข้าถึงได้ที่ : https://th.wikipedia.org/wiki/หมากเหลือง/.
[2] ศูนย์ความรู้ด้านการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2560, หมากเหลือง, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560, เข้าถึงได้ที่ : http://agkc.lib.ku.ac.th/plantwebsite/webpage/Palms/หมากเหลือง.html/.
[3] ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 2560, “ก้านหมากเหลือง” ใช้ตรวจอาการชาเท้าจากโรคเบาหวาน, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2560, เข้าถึงได้ที่ : http://www.manager.co.th/qol/viewnews.aspx?NewsID=9570000114209/.
Share:

หญ้าหนวดแมว


สารบัญเรื่อง [แสดง]
หญ้าหนวดแมว (Kidney tea) จัดเป็นพืชท้องถิ่นในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยที่นิยมใช้เป็นยาสมุนไพร โดยเฉพาะสรรพคุณทางยาในการบำรุงไต และป้องกันโรคไตต่างๆ รวมถึงสรรพคุณอื่นอีกหลายด้าน
• วงศ์ : Labiatae หรือ Lamiaceae (วงศ์เดียวกันกับกระเพรา)
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon stamineus Benth.
• ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ :
– Orthosiphon aristatus (Blume) Miq.
– Orthosiphon spicatus(Thumb) Bak.
– Ocimum longifolium Ham.
– Orthosiphon grandiflorus Bold.
• ชื่อสามัญ :
– Kidney tea plant
– Hoorah grass
– Java tea
– Cat’s whiskers
• ชื่อท้องถิ่น :
– หญ้าหนวดแมว
– พยับเมฆ
– บางรักป่า
– อีตู่ดง
ที่มา : [1]
ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
หญ้าหนวดแมว จัดเป็นพืชป่าในเขตร้อนชื้น มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย พบได้ตั้งแต่ประเทศอินเดีย จีน และประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วย [3]
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
หญ้าหนวดแมวจัดเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุมากกว่า 1 ปี สูงประมาณ 0.4-1 เมตร ลำต้นแตกกิ่งออกเป็นทรงพุ่มใหญ่ ประมาณ 35-50 เซนติเมตร ลำต้น และกิ่งมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม เปลือกลำต้นมีสีม่วงแดง และมีขนปกคลุม เนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน หักได้ง่าย
%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a7
ใบ
หญ้าหนวดแมวแตกใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ใบมีรูปไข่ สีเขียวเข้ม แผ่นใบเรียบ และมีขนเล็กน้อย ขอบใบหยัก ปลายใบแหลม มีก้านใบยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร แผ่นใบกว้าง 1.5-5 เซนติเมตร ยาว 5-10 เซนติเมตร ผิวใบทั้ง 2 ด้าน มีต่อมเป็นจุดๆ จำนวนมาก
ดอก
หญ้าหนวดแมว ออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด คล้ายดอกโหระพา มีก้านช่อดอกยาวประมาณ 7-30 เซนติเมตร ในช่อดอกมีดอกย่อยประมาณ 6 ดอก เรียงซ้อนกันคล้ายฉัตร ดอกย่อยมีก้านดอกยาว 1-6 มิลลิเมตร ตัวดอกมีสีม่วงหรือขาว รูปทรงกระบอก แบ่งเป็น 2 กลีบ โดยกลีบบนแยกออกเป็น 3 แฉก ส่วนกลีบล่างเป็นรูปซ้อน และยาวรี ปกคลุมด้วยขนสั้นตั้งตรง ตรงกลางดอกมีเกสรตัวผู้ 4 อัน มีลักษณะยาว โผล่ออกมานอกกลีบดอก ลักษณะคล้ายกับหนวดแมว ด้านในสุดมีอับเรณู 2 ช่อง เรียงขนานกัน รังไข่มี 4 ใบ
%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a7
เมล็ด
เมล็ดหญ้าหนวดแมวมีลักษณะรี และค่อนข้างแบน ยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตรเมตร เปลือกเมล็ดย่น
ประโยชน์หญ้าหนวดแมว
หญ้าหนวดแมว จัดเป็นพืชป่าในเขตร้อนชื้นที่ใช้เป็นสมุนไพร และไม้ประดับ เนื่องจาก พบสารสำคัญหลายชนิดที่ออกฤทธิ์ทางยาได้ดี รวมถึงดอกมีรูปฉัตร ตัวดอกมีสีขาว และมีเกสรยาวโผล่ออกมาสวยงาม
คุณค่าทางโภชนาการหญ้าหนวดแมว (100 กรัม) [8] อ้างถึงใน นิรนาม (2550)
– พลังงาน : 3.45 กิโลแคลอรี่
– โปรตีน : 6.8 กรัม
– ไขมัน : 0.04 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต : 78 กรัม
– น้ำตาล : 6 กรัม
– ใยอาหาร : 17 กรัม
– โซเดียม : 81.3 กรัม
สรรพคุณหญ้าหนวดแมว
1. ไทย (ใบ, ราก และลำต้น) [1], [2] อ้างถึงใน Tezuka, Y. และคณะ (2000), Awale และคณะ (2001)
– รักษาโรคปวดข้อปวดหลัง
– ช่วยลดความดันโลหิต
– แก้คลื่นเหียน อาเจียน
– รักษาถุงน้ำดีอักเสบ
– ช่วยบรรเทาอาการไอ ด้วยการชงน้ำดื่ม ทั้งใบ และลำต้น
– ช่วยรักษาโรคไต ช่วยรักษาสภาพความเป็นกรดด่างในไตให้สมดุล อีกทั้ง ช่วยขยายหลอดไตให้กว้าง ช่วยเพิ่มการขับสารพิษออกจากไตให้มีประสิทธิภาพ
– ช่วยขับปัสสาวะ ทำให้การหลั่งปัสสาวะเพิ่มขึ้น มีเกลือโพแทสเชียมเป็นแร่ธาตุช่วยกระตุ้น
– รักษา และป้องกันโรคนิ่ว โดยช่วยขับกรดยูริก ป้องกันการตกค้างของกรดยูริกในกระแสเลือด และไต
– ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ด้วยคุณสมบัติของกรดเออร์โซลิคที่มีคุณสมบัติลดน้ำตาลในเลือดได้ดี
– แก้โรคไขข้ออักเสบ ทั้งอาการปวดตามข้อเข่า ข้อมือ โดยนำหญ้าหนวดแมวมาต้มน้ำดื่ม ขนาด 1 ถ้วย วันละ 3 ครั้ง
นอกจากนี้ ในตำรายาหลายฉบับกล่าวถึงสรรพคุณต่างๆ ได้แก่
– ตำรายาใช้ใบ และลำต้นการรักษา และป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะ [3]
– ใบหญ้าหนวดแมวประกอบด้วยเกลือโพแทสเซียม (potassium salts) ในปริมาณสูง มีกลูโคไซด์ (glucoside) หรือออโธไซโฟนิน (orthosiphonin) มีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด และลดความดันโลหิต ใช้ในผู้ป่วยโรคไต โรคบวมน้ำ นิ่วในไต บรรเทาอาการปวดตามข้อ และรักษาโรคเบาหวาน [4]
– ใบ นำมาตากแห้ง ก่อนชงเป็นชาดื่ม ช่วยขับปัสสาวะ แก้โรคนิ่ว โรคไต แก้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย และแก้โรคไขข้ออักเสบ [5]
– ลำต้น ใช้ทั้งแบบสดหรือแบบแห้ง ด้วยการต้มดื่ม โดยเฉพาะชายสูงอายุที่ช่วยแก้โรคต่อมลูกหมากโต และแก้ปัญหาปัสสาวะติดขัด รวมถึงมีฤทธิ์ในการขับกรดยูริก [6]
– สรรพคุณหญ้าหนวดแมว ตำรายากล่าวว่า เป็นสมุนไพรที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของไต แก้กษัย แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ช่วยลดความดันเลือด ช่วยระงับอาการปวดเกร็ง บรรเทาอาการขัดเบา ช่วยทุเลาอาการปวดนิ่ว โดยเฉพาะนิ่วกรดที่เกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์ที่มีกรดยูริคสูง อาทิ ไก่ ทำให้กรดยูริค และเกลือยูเรต ไม่จับตัวเป็นก้อน จนตกค้างในไต และทำลายไต นอกจากนั้น ยังช่วยป้องกันการตกค้างของแคลเซียมในไต กระตุ้นให้ท่อไตขยายกว้าง ช่วยให้ไตขับสารพิษได้ดี รักษาโรคหนองใน ส่วนการรักษาโรคคุดทะราด รวมถึงแก้อาการคลื่นเหียน อาเจียน ตำรายาให้ใช้ใช้ทั้งใบ และกิ่งต้มน้ำรวมกับสารส้ม ดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร [7]
– สารสกัดจากหญ้าหนวดแมวมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราหลายชนิด เร่งการหลั่งน้ำดี รักษาถุงน้ำดีอักเสบ มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยรักษาโรคเบาหวาน [7]
2. พม่า (ใบ) [1]
– ช่วยรักษาโรคไต
– ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
– รักษาโรคกระเพาะปัสสาวะ
3. เวียดนาม (ใบ และลำต้น) [1]
– ช่วยรักษาโรคไต
– รักษาโรคปวดข้อ
– ช่วยขับปัสสาวะ
– ช่วยลดความดันโลหิต
– ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
– รักษาโรคกระเพาะอาหาร
– รักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี
– รักษาโรคตับอักเสบ
– รักษาไข้หวัดใหญ่
– รักษาโรคดีซ่าน
– แก้อาการบวมน้ำ
– แก้ผดผื่นคัน
4. อินโดนีเซีย (ใบ และลำต้น) [1]
– รักษาโรคปวดข้อ
– ช่วยขับปัสสาวะ
– ช่วยลดความดันเลือด
– ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
– รักษาต่อมทอนซิลอักเสบ
– แก้โรคลมบ้าหมู
– รักษาโรคซิฟิลิส
– รักษาโรคหนองใน
– แก้ประจำเดือนผิดปกติ

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

1. งานวิจัยในสัตว์ [9] อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ
การศึกษาสารสกัดหญ้าหนวดแมวที่มีสารพอลีแซ็คคาไรด์ (polysaccharide) ที่ทดลองให้แก่หนูแรท ขนาด 80 และ 160 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ในน้ำดื่มเป็นเวลา 7 วัน พบว่า มีผลช่วยป้องกันเกิดนิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลต (calcium oxalate stones) ได้ดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติของสารพอลีแซ็กคาไรด์ที่ช่วยควบคุมการแสดงออกของโปรตีนออสทิโอพอนทิน (OPN protein) ในการขับแคลเซียมไออน และออกซาเลตไอออนออกมากับปัสสาวะ และช่วยเป็นตัวยับยั้งการเกิดผลึกแคลเซียมออกซาเลต) (Zhong et al., 2012)
สารสกัดจากใบหญ้าหนวดแมวอออกฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งอินซูลินในภาวะที่มีน้ำตาลสูงช่วยให้สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูที่เป็นเบาหวานได้ และการใช้สารสกัดจากใบหญ้าหนวดแมว ขนาด 14 และ 28 กรัม สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดในกระต่ายได้ แต่มีฤทธิ์ไม่สม่ำเสมอ
การศึกษาความเป็นพิษเรื้อรังจากการใช้สารสกัดหญ้าหนวดแมวในหนูขาวสายพันธุ์วิสตาร (wistar rat) จำนวน 24 ตัว นาน 6 เดือน โดยสารสกัดขนาด 0.96, 2.4 และ4.8 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว/วัน พบว่า สารสกัดจากหญ้าหนวดแมวมีผลลดระดับโซเดียม ในขณะที่ระดับเอนไซม์อัลคาไลน์ฟอสฟาเตส (alkaline phosphatase) มีค่าเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่าหนูเพศผู้เกิดมีถุงน้ำขึ้นที่กรวยไต (hydrocalyx) ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สารสกัดหญ้าหนวดแมวในความเข้มข้นสูง และหลีกเลี่ยงการใช้ติดต่อเป็นระยะเวลานาน ในส่วนของการตรวจทางจุลพยาธิวิทยา พบว่า หนูเพศผู้เกิดการสะสมไขมันที่เซลล์ตับ ส่วนหนูเพศเมีย พบการสะสมหินปูนอยู่ในเนื้อไต (nephrocalcinosis) (Sittisomwong et al., 1999)
2. งานวิจัยในมนุษย์ [9] อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ
การศึกษาใช้หญ้าหนวดแมวเพื่อลดขนาดของนิ่วในไตเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาโซเดียมโพแทสเซียมซิเตรต (Na-K citrate) ในผู้ป่วยจำนวน 48 คนที่มีนิ่วในไต ขนาดตั้งแต่ 9 มิลลิเมตรขึ้นไป และมีค่าครีเอทินีน (creatinine) ต่ำกว่า 4.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร และไม่มีประวัติเกี่ยวกับโรคหัวใจ เป็นเวลานาน 18 เดือน พบว่า ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับน้ำชงจากหญ้าหนวดแมว 2.5 กรัม ไม่พบอาการข้างเคียง และนิ่วมีขนาดลดลงร้อยละ 28.6-15.9 ของขนาดเริ่มต้น และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาโซเดียมโพแทสเซียมซิเตรต พบว่า ขนาดนิ่วลดลงน้อยกว่าเพียงเล็กน้อย ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ในปัสสาวะลดลง รวมทั้ง มีผลในการบรรเทาอาการทางคลินิก ได้แก่ อาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ลดอาการจุกแน่นท้อง และแสบร้อนสีข้างได้ถึงร้อยละ 95
การศึกษาประสิทธิภาพของหญ้าหนวดแมวในการรักษา และป้องกันโรคนิ่วไตในอาสาสมัครเพศชาย 130 คน ที่มีอายุระหว่าง 20-50 ปี นาน 7 วัน พบว่า หญ้าหนวดแมวมีผลเพิ่ม pH และปริมาตรปัสสาวะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

การปลูกหญ้าหนวดแมว

หญ้าหนวดแมว เป็นไม้ล้มลุกที่เติบโตได้ดีในดินชื้น คล้ายกับโหระพา จึงทนต่อสภาพแห้งได้น้อย ดังนั้น การปลูกหญ้านวดแมวจึงควรเลือกสถานที่ปลูกที่ค่อนข้างชื้นเสมอหรือมีระบบให้น้ำอย่างทั่วถึง อาทิ สวนหลังบ้าน หรือแปลงปลูกที่มีระบบชลประทานเข้าถึง แต่สามารถเติบโตได้ในทุกพื้นที่ในช่วงฤดูฝน ทั้งนี้ หญ้าหนวดแมวที่ปลูกตามบ้านมีทั้งชนิดดอกขาว และดอกม่วง
%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a7
การเตรียมดินปลูก
หญ้าหนวดแมวเป็นพืชชอบดินร่วน และมีอินทรียวัตถุสูง ดังนั้น ดินหรือแปลงปลูกควรเติมอินทรียวัตถุ อาทิ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก แกลบดำ หรือเศษใบไม้ ก่อนพรวนผสมให้เข้ากัน ทั้งนี้ คขณะเตรียมแปลงควรกำจัดวัชพืชออกให้หมด
วิธีปลูก
การปลูกหญ้าหนวดแมว ปลูกได้ด้วย 2 วิธี คือ
1. การปักชำกิ่ง
ตัดกิ่งที่ยังไม่ออกดอก ยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร จากนั้น เด็ดกิ่งแขนง และใบออกด้านโคนกิ่งออก ในความยาวประมาณ 5 เซ็นติเมตร พร้อมกับเด็ดยอดทิ้ง ก่อนนำมาปักชำ ซึ่งอาจปักชำในกระถางหรือปักชำลงแปลงปลูก
2. การหว่านเมล็ด
นำเมล็ดหว่านลงแปลงที่เตรียมไว้ โดยหว่านให้เมล็ดมีระยะห่างกันประมาณ 3-5 เซนติเมตร ก่อนให้น้ำ ใส่ปุ๋ย และดูแลจนต้นกล้าอายุประมาณ 20-30 วัน หรือสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร ก่อนแยกปลูกลงแปลงต่อ
การให้น้ำ
หญ้านวดแมว เป็นพืชที่ต้องการความชุ่มชื้นสูง หากขาดน้ำนาน ลำต้นจะเหี่ยว และตายได้รวดเร็ว ดังนั้น กล้าหญ้าหนวดแมวหรือต้นที่ปลูกในแปลง ควรมีการให้น้ำอย่างน้อย 2 วัน/ครั้ง
การใส่ปุ๋ย
ปุ๋ยที่ใส่ควรเน้นที่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ใส่ระยะ 1 เดือน หลังปลูก จากนั้น ใส่ทุกๆ 2-3 เดือน หรืออาจใส่ปุ๋ยเคมีร่วมด้วยในสูตร 16-8-8
การเก็บเกี่ยว
หญ้าหนวดแมว มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 120-140 วัน หลังปลูก อาจเก็บเกี่ยวด้วยการถอนทั้งต้นหรือทยอยเด็ดเก็บกิ่งมาใช้ประโยชน์
%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%87
ขอบคุณภาพจาก kadluangonline.com/, komchadluek.net/

เอกสารอ้างอิง

[1] กมลวรรณ ศรีปลั่ง, 2546, ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดและผลต่อการกระตุ้นการหลั่ง-
อินสุลินของสารสกัดจากใบหญ้าหนวดแมวในหนูขาวปกติ-
และหนูเบาหวานที่ถูกเหนี่ยวนำโดยสเตรปโตโซโตซิน.
[2] นันทวัน บุณยะประภัศร, 2528, ก้าวไปกับสมุนไพร เล่ม 2.
[3] เกรียงศักด์ิ เดชอนันต์, 2528, พยับเมฆหรือหญ้าหนวดแมว, วนสาร, ปีที่ 43 ฉบับที่ 1 : หน้า 33-35.
[4] วีระสิงห์ เมืองมั่น, 2522, การใช้สมุนไพรเสริมการรักษาโรคนิ่ว-
และทางเดินปัสสาวะอักเสบ, วารสารรามาธิบดี, ปีที่ 10 ฉบับที่ 8 : หน้า 28-33.
[5] พงษ์ศักดิ์ พลเสนา, 2550, พืชสมุนไพรในสวนป่าสมุนไพรเขาหินซ้อน ฉบับสมบูรณ์.
[6] พะยอม ตันติวัฒน์, 2521, สมุนไพร.
[7] วีระสิงห์เมืองมั่น และกฤษฎา รัตนโอราฬ, 2527, การใช้สมุนไพรในโรคระบบปัสสาวะ.
[8] อนุธิดา ผายพันธ์, 2550, การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรจากหญ้าหนวดแมว.
[9] ขวัญตา ชยาภัม, 2556, การเปรียบเทียบผลการใช้อัลโลพูรินอล (ALLOPURINOL)-
และสารสกัดหญ้าหนวดแมว [ORTHOSIPHON ARISTATUS (BLUME) MIQ.]-
ต่อค่าโลหิตวิทยาและค่าองค์ประกอบทางเคมีของปัสสาวะ-
ในเต่าดาวอินเดีย (GEOCHELONE ELEGANS).
Share:

ผักติ้ว


ผักติ้ว หรือเรียก ติ้วขาว หรือ ติ้วขน หรือ ติ้วหนาม จัดเป็นผักป่าพื้นบ้านที่นิยมเก็บยอดอ่อน และดอกอ่อนมาประกอบอาหาร โดยเฉพาะแกง และต้มยำต่างๆ อาทิ แกงหน่อไม้ แกงหรือต้มยำปลา รวมถึงใช้รับประทานเป็นผักคู่กับอาหารอื่นๆ
ผักติ้ว เป็นชื่อเรียกทั่วไป นิยมใช้มากในภาคอีสาน และกลาง ส่วนคำว่า ติ้วขาว หรือ ติ้วขน จากการรวบรวมเอกสารทางวิชาการหลายฉบับ และจากฐานข้อมูลออนไลน์ของหน่วยงานราชการ [1], [2], [3], [4], [5], [10] พบว่า ติ้วขาว หรือ ติ้วขน เป็นชื่อเรียก ผักติ้วชนิดที่กินได้เหมือนกัน และมีข้อสังเกต คือ
คำว่า ติ้วขาว น่าจะตั้งจากลักษณะเด่นของดอกที่มีสีขาว
คำว่า ติ้วขน น่าจะตั้งจากลักษณะเด่นของดอกที่มีขน รวมถึงใบแก่ที่มีขนเล็กๆปกคลุม และอาจสื่อรวมถึงหนามบนลำต้น ทั้งนี้ อาจเป็นชื่อเรียกเดียวกันกับติ้วชนิดอื่นๆที่กินไม่ได้
• วงศ์ : Guttiferae
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cratoxylum formosum (Jack) Dyer ssp.
• ชื่อท้องถิ่น :
ภาคกลาง ทั่วไป
– ติ้ว
– ผักติ้ว
– ติ้วขาว
– ติ้วขน
– ติ้วเหลือง
– กวยโชง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี)
ภาคอีสาน
– ผักติ้ว
– ผักเตา เตา (เลย)
– ติ้วส้ม (นครราชสีมา)
– ราเง้ง (เขมร-สุรินทร์)
ภาคเหนือ
– ติ้วแดง
– ติ้วยาง
– ติ้วเลือด
– ติ้วเหลือง
– แต้วหิน (ลำปาง)
– กุยฉ่องเซ้า (กะเหรี่ยง-ลำปาง)
– เน็คเคร่แย (ละว้า-เชียงใหม่)
ภาคใต้
– มูโตะ (มาเลเซีย-นราธิวาส)
– แต้ว
– ตาว (สตูล)
ที่มา : [10] อ้างถึงใน เต็ม สมิตินันท์ (2544), มาโนช วามานนท์ และเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ (2538)
ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
ผักติ้วพบแพร่กระจายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย ลาว พม่า และเวียดนาม ในประเทศไทยพบได้ในทุกภาค แต่พบมากในภาคเหนือ และอีสาน พบแพร่กระจายทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ และโปร่งหรือป่าเต็งรัง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
ผักติ้ว จัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง มีลำต้นสูงประมาณ 2-15 เมตร หรือมากกว่า ลำต้นแตกกิ่งหลักปานกลาง แต่แตกกิ่งแขนงมาก ทำให้แลดูเป็นทรงพุ่มหนา โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน แต่ทรงพุ่มจะโปร่งในช่วงฤดูหนาวจนถึงแล้ง เพราะมีการพลัดใบ แก่นลำต้นเป็นไม้เนื้อแข็ง ส่วนกิ่งมีความเหนียว หักได้ยาก

ลำต้นผักติ้วมีลักษณะตั้งตรง ลำต้นแตกกิ่งตั้งแต่ระดับต่ำ โคนลำต้นมีหนามขนาดใหญ่ ซึ่งจะพบได้ตั้งแต่ต้นยังมีอายุน้อย หนามมีลักษณะแข็ง เป็นแท่ง ปลายหนามไม่แหลมคมมากนัก เพราะมีขนาดใหญ่ เปลือกลำต้นแตกสะเก็ดเป็นแผ่น สีน้ำตาลอมดำ ส่วนกิ่งแขนงมีขนาดเล็ก กิ่งแขนงอ่อนหรือกิ่งบริเวณปลายยอดอ่อนมีสีม่วง ส่วนกิ่งแขนงแก่จะมีสีน้ำตาลอมเทาหรือสีเทา ทั้งนี้ หากใช้มีดสับเปลือกลำต้นจะมียางสีแดงไหลออกมา
ใบ
ผักติ้วเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกออกเป็นใบเดี่ยวๆเรียงเยื้องสลับข้างกันบนกิ่ง ใบมีมีรูปหอกหรือขอบขนาน มีก้านใบสีม่วงอมแดง ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร แผ่น และขอบใบเรียบ ใบอ่อนมีสีแดงอมม่วง และเป็นมัน ปลายใบมน จากนั้น เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียว และเป็นสีเขียวเข้ม และเป็นมันเมื่อใบแก่ ใบแก่มีโคนใบสอบแคบ และปลายใบมีลักษณะแหลม แผ่นใบมีขนขนาดเล็กปกคลุม ด้านล่างใบมีต่อมน้ำมันขนาดเล็กกระจายทั่ว ขอบใบโค้งเข้าหากลางใบ และมีเส้นกลางใบมองเห็นชัดเจน ส่วนเส้นข้างใบมีประมาณ 6-8 คู่ ขนาดใบกว้างประมาณ 2.5-4.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-15 เซนติเมตร ทั้งนี้ ใบผักติ้วจะเริ่มผลิหรือร่วงประมาณเดือนธันวาคม และเริ่มแตกยอดใหม่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์พร้อมกับออกดอก

ดอก
ผักติ้วออกดอกเป็นดอกเดี่ยว แต่ออกเป็นกระจุกในตาดอกเดียวกัน ดอกแทงออกจากตาดอกบริเวณเดียวกับตากิ่งแขนงย่อย กระจุกละประมาณ 1-6 ดอก ดอกมีก้านดอกสีม่วงอมแดง ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ถัดมาเป็นตัวดอก ดอกตูมมีกลีบเลี้ยงสีเขียวประแดงม่วงหุ้มเป็นทรงกลม จำนวน 5 กลีบ เมื่อดอกบานจะแผ่กลีบดอกออก จำนวน 5 กลีบ แต่ละกลีบดอกมีสีขาว มีขนปกคลุม แผ่นกลีบดอกเรียบ ปลายกลีบตัด และเป็นหยัก (เมื่อติดผล กลีบดอกจะร่วงหมด แต่จะเหลือกลีบเลี้ยงไว้หุ้มผล) ภายในดอกตรงกลางมีเกสรตัวผู้แยกออกเป็น 3 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีเกสรจำนวนมาก ปลายก้านเกสรเป็นเรณูสีเหลือง ด้านล่างเป็นรังไข่ จำนวน 3 อัน ทั้งนี้ ดอกผักติ้วจะเริ่มออกดอกประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะแทงออกก่อนการแตกใบใหม่ และทยอยออกดอกจนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งช่วงหลังจะมีใบแตกคลุมจนมองเห็นเป็นทรงพุ่มเขียวแล้ว
ผล
ผลผักติ้วจะติด 1 ผล ใน 1 ดอก ผลมีรูปกระสวย ท้ายผลแหลมเล็ก ขนาดผลประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีม่วงอมแดง ผลแก่มีสีดำหรือน้ำตาลอมดำ ขั้วผลมีกลีบเลี้ยงหุ้มผล และเมื่อแห้งจะปริแตกออกเป็น 3 ร่อง ภายในมีเมล็ดสีน้ำตาลอมดำ เมล็ดมีลักษณะโค้ง และมีปีก เรียงอัดกันแน่นหลายเมล็ด [6]
ประโยชน์ผักติ้ว/ติ้วขาว/ติ้วขน
1. ยอดอ่อน และดอกนิยมรับประทานสดคู่กับอาหาร อาทิ ลาบ ซุปหน่อไม้ และน้ำพริก รวมถึงใช้ประกอบอาหารใส่แกงหรือประเภทต้มยำ ต้มส้ม ให้รสเปรี้ยว และดับกลิ่นคาวได้ดี อาทิ แกงเห็ด แกงหน่อไม้ ต้มยำปลาหรือต้มส้มปลา เป็นต้น เป็นที่นิยมมากในชาวอีสาน และชาวเหนือ ปัจจุบันนิยมรับทานมากขึ้น โดยเฉพาะภาคกลาง
2. ผักติ้วเป็นไม้ในป่า แต่ช่วงออกดอกจะมีดอกสีขาวสวยงาม ออกดอกดกทั่วปลายกิ่ง ช่วงออกดอกจะมีใบน้อย ทำให้ดอกโดเด่นแลดูสวยงาม ดังนั้น บางบ้าน นอกจากปลูกเพื่อนำยอดอ่อนหรือดอกมาประกอบอาหารแล้ว ยังปลูกเพื่อเป็นไม้ดอกไม้ประดับด้วย [7]
3. เปลือกลำต้นหรือแก่นใช้ต้มย้อมผ้า ให้เนื้อผ้าสีน้ำตาลเข้ม [5]
4. เปลือกลำต้นสับเปลือกด้านนอกออก ก่อนใช้เคี้ยวร่วมกับหมากพลู [5]
5. เนื้อไม้แปรรูปเป็นไม้ก่อสร้างทำเสา ทำวงกบ ทำฝ้าหรือระแนง ส่วนกิ่ง และแก่นใช้หุงต้มอาหารหรือเผาถ่าน
6. ปัจจุบัน ผักติ้วเริ่มนิยมมากในทุกภาค นิยมปลูกไว้ในบ้านเพื่อเก็บรับประทาน และปลูกเพื่อการจำหน่าย ทำให้สร้างรายได้งามไม้แพ้ผักชนิดอื่น แต่จะมีฤดูเก็บในช่วงหน้าแล้งเท่านั้น

คุณค่าทางโภชนาการผักติ้ว (100 กรัม)
Proximates
น้ำ กรัม 85.7
พลังงาน กิโลแคลอรี่ 63
โปรตีน กรัม 2.4
ไขมัน กรัม 1.7
คาร์โบไฮเดรต กรัม 9.6
ใยอาหาร กรัม 1.4
เถ้า กรัม 0.6
Minerals
แคลเซียม มิลลิกรัม 67
ฟอสฟอรัส มิลลิกรัม 19
เหล็ก มิลลิกรัม 2.5
Vitamins
วิตามิน C มิลลิกรัม 56
ไทอะมีน มิลลิกรัม 0.04
ไรโบฟลาวิน มิลลิกรัม 0.67
ไนอะซีน มิลลิกรัม 3.1
วิตามิน A, RE ไมโครกรัม 560
เบต้า-แคโฑรทีน ไมโครกรัม 3,360
ที่มา : [11] กองโภชนาการ (2544)
สารสำคัญที่พบ
– Xanthones
– Anthraquinones
– Tannin
– Fflavonoid
– Cardiac Glycoside
– Alkakoids
ที่มา : [3], [9] อ้างถึงใน Boonnak และคณะ (2006)
สรรพคุณผักติ้ว/ติ้วขาว/ติ้วขน
ใบ
– ช่วยต้านโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
– ใบนำมาขยำ และใช้ทาแผล ช่วยรักษาบาดแผล
– ป้องกันโรคในหลอดเลือด
– ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะ
– ช่วยบำรุงตา ป้องกันโรคตาปอดตอนกลางคืน
– ช่วยบำรุงเลือด ช่วยฟอกเลือด
– แก้ปวดเมื่อยตามข้อ
– ช่วยขับลม
– แก้อาการปวดท้อง
– ใบนำมาตำผสมกับน้ำมันมะพร้าว ก่อนใช้ทารักษาโรคผิวหนังต่างๆ
ดอก
– ช่วยต้านโรคมะเร็ง
– ดอกใช้ทารักษาบาดแผล
– ช่วยบรรเทาอาการไอ
– ช่วยบำรุงเลือด ช่วยฟอกเลือด
– แก้ปวดเมื่อยตามข้อ
แก่นลำต้น
– แก่นใช้แช่น้ำดื่ม แก้เลือดไหลไม่หยุด
ราก
– รากนำมาต้มน้ำดื่มหรือต้มร่วมกับแห้วหมู และรากปลาไหลเผือก ใช้แก้อาการปัสสาวะเล็ด อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
– ช่วยแก้อาการปวดท้อง
น้ำยาง
– น้ำยางจากเปลือกลำต้นใช้ทารักษาส้นเท้าแตก
– น้ำยางใช้ทาสมานแผล
ที่มา : [5], [8], [9], [10] อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ
การปลูกผักติ้ว/ติ้วขาว/ติ้วขน
ผักติ้วตามธรรมชาติจะแพร่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดเป็นหลัก ปัจจุบัน เกษตรกรปลูกผักติ้วด้วยการเพาะเมล็ดเป็นหลัก และเริ่มนิยมปลูกจากกิ่งพันธุ์ที่ได้จากการตอนร่วมด้วย


ขอบคุณภาพจาก Pantip.com/, gotoknow.org/, NanaGarden.com/, SiamFishing.com
เอกสารอ้างอิง
[1] http://www.phargarden.com/ : ฐานข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, ติ้วขาว, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 21 มีนาคม 2560, เข้าถึงได้ที่ : http://www.phargarden.com/main.php?action=viewpage&pid=52/.
[2] http://www.dnp.go.th/ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช, ติ้วขาว, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 23 มีนาคม 2560, เข้าถึงได้ที่ : http://www.dnp.go.th/Pattani_botany/พันธุ์ไม้ป่า/ป่าบก/ติ้วขาว/ติ้วขาว.htm/.
[3] https://home.kku.ac.th/ : มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ติ้วขน หรือ ติ้วหนาม, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 24 มีนาคม 2560, เข้าถึงได้ที่ : https://home.kku.ac.th/orip2/thaiherbs/index.php/2013-05-04-04-14-43/32-2013-05-07-09-39-56/.
[4] http://www.qsbg.org/ : ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, ติ้วขน, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2560, เข้าถึงได้ที่ : http://www.qsbg.org/database/botanic_book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=2731/.
[5] http://eherb.hrdi.or.th/ : โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง, ติ้วขาว, ติ้วขน, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 26 มีนาคม 2560, เข้าถึงได้ที่ : http://eherb.hrdi.or.th/search_result_details.php?herbariumID=353&name=ติ้วขาว%2C ติ้วขน/.
[6]สายฝน ซุ่นขวัญ และสุบิน ศรีบุลม, 2549, ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของกันเกรา-
ติ้วขาวและหวายขม.
[8] เต็ม สมิตินันท์, 2554, ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย.
[7] มาลี ณ นคร และคณะ, 2548, การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อติ้วขน.
[9] ศศิโสม วัยทอง, 2556, ผลของสารสกัดสมุนไพรในการยับยั้งเอนไซม์-
แอลฟา-อะไมเลสและเอนไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดส.
[10] สมสุดา ทีปสว่าง, 2550, ฤทธิ์ของสารสกัดติ้วในการรักษาแผล-
ในกระเพาะอาหารของหนูขาว.
[11] กองโภชนาการ กรมอนามัย, 2544, ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย
Share:

ตะแบก



ที่มา https://puechkaset.com
ตะแบก จัดเป็นไม้ประดับ และไม้มงคล เนื่องจาก ช่อดอกมีขนาดใหญ่ ดอกมีสีม่วงอมชมพู เมื่อดอกบานแลดูสวยงาม ลำต้นมีทรงพุ่มใหญ่ ให้ร่มเงาดี จึงนิยมปลูกตามสถานที่ราชการต่างๆ รวมถึงมีความเชื่อว่าเป็นไม้ที่ช่วยค้ำจุนครอบครัวให้ร่มเย็นเป็นสุข ดั่งคำเรียกว่า ตะแบก คือ การแบกรับไม่ให้ตกต่ำ
• วงศ์ : Lythraceae
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lagerstroemia calyculata Kurz.
• ชื่อท้องถิ่นไทย :
ภาคกลาง และทั่วไป
– ตะแบก
– ตะแบกใหญ่
– ตะแบกหนัง
ภาคเหนือ
– แลนไห้
– ป๋วย
– เปื๋อย, เปือย
– เปื๋อยขาว
– เปื๋อยตุ้ย
– เปื๋อยค่าง
– เปื๋อยเปลือกหนา
– ตะคู้ฮก (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ภาคใต้
– ตะแบกขาวใหญ่
– ตะแบกใหญ่
– บองอยาม
– ตะแบกแดง
– อ้าย
ภาคอีสาน
– เปลือยดง
ภาคตะวันออก
– ตะแบกหนัง
ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
ตะแบก เป็นไม้ยืนตั้งท้องถิ่นของเอเชีย พบแพร่กระจายตั้งแต่อินเดีย จีนตอนใต้พม่า ไทย ลาว และประเทศใกล้เคียงเรื่อยจนถึงหมู่เกาะฟิลิปปินส์ และประเทศออสเตรเลีย ในประเทศไทยพบตะแบกได้ในทุกภาค พบได้ตามป่าดงดิบ ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง เพิ่มเติมจาก [1] อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
ตะแบก จัดเป็นไม้ยืนต้นประเภทผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีลำต้นความสูงประมาณ 15-30 เมตร ลำต้นแตกกิ่งแขนงบนเรือนยอด มีทรงพุ่มเป็นรูประฆัง กิ่งแขนงมีปานกลาง แต่มีใบใหญ่ และดก ทำให้แลเป็นทรงพุ่มหนา โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน โคนลำต้นของต้นที่โตเต็มที่มีลักษณะค่อนข้างเป็นพูพอน และเป็นร่องลึกล้อมรอบลำต้น ซึ่งเป็นร่องยาวสูงจนถึงประมาณกลางลำต้น ส่วนลำต้นส่วนปลายไม่เกิดเป็นร่อง เปลือกลำต้นค่อนข้างบาง มีสีขาวอมเหลือง และเป็นหลุมตื้นๆกระจายทั่ว ซึ่งเกิดจากผิวด้านนอกแตกสะเก็ดหลุดออก แต่ผิวลำต้นเรียบเนียน และสากมือบริเวณขอบหลุม เปลือกลำต้นชั้นในเป็นสีแดงม่วง ส่วนกิ่งแขนงย่อยมีขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นเหลี่ยม สีน้ำตาล

ใบ
ตะแบกเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกันบนกิ่งแขนงย่อยหรืออาจออกเยื้องตรงข้ามกันเล็กน้อย ประกอบด้วยก้านใบสั้น 5-7 มิลลิเมตร แผ่นใบมีรูปไข่หรือรูปหอก กว้างประมาณ 5-8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร โคนใบมนกว้าง ปลายใบมีติ่งแหลม แผ่นใบค่อนข้างหนา และเหนียว แผ่นใบ และขอบใบเรียบ ใบอ่อนมีสีม่วงแดง และมีขนสั้นๆปกคลุม ใบแก่มีสีเขียวสด และเป็นมัน ส่วนแผ่นใบด้านล่างมีสีอ่อนกว่า แผ่นใบมีเส้นกลางใบสีเขียวอมเหลืองขนาดใหญ่ชัดเจน และมีเส้นแขนงใบเรียงเป็นคู่ๆ ปลายเส้นแขนงใบจรดขอบใบ ทั้งนี้ ต้นตะแบกจะเริ่มผลัดใบในช่วงเดือนกันยายนต่อเนื่องไปจนถึงเดือนเมษายน พร้อมกับแตกใบใหม่ควบคู่กันไปตั้งแต่เดือนธันวาคมจนถึงเดือนพฤษภาคม

ดอก
ตะแบก ออกดอกเป็นช่อแขนง (panicle) บริเวณปลายยอดกิ่ง แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยประมาณ 20-25 ดอก เรียงกันจนจรดปลายช่อดอก ดอกย่อยแต่ละดอกมีรูปร่างแบบรูปปากเปิด (bilabiate) เส้นผ่าศูนย์กลางดอกขณะบานเต็มที่ประมาณ 3-3.5 เซนติเมตร ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง จำนวน 6 กลีบ เชื่อมกันเป็นรูปถ้วย ถัดมาเป็นกลีบดอก จำนวน 6 กลีบ มีขนาดยาวประมาณ 1-1.2 เซนติเมตร กว้างประมาณ 0.8-1 เซนติเมตร แผ่นกลีบดอก และขอบกลีบดอกย่น มีสีม่วง หรือม่วงอมชมพูหรือสีขาว ปลายกลีบดอกแยกเป็น 5-6 กลีบ โคนกลีบคอดเป็นก้านกลีบ ถัดมาด้านในเป็นเกสรตัวผู้มีจำนวนมาก มีอับเรณูสีเหลือง ก้านเกสรตัวผู้ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน ก้านเกสรยาวประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ส่วนรังไข่มี 1 อัน ที่อยู่บริเวณฐานดอก รังไข่เป็นแบบรูปไข่เหนือวงกลีบ (superior ovary)
ทั้งนี้ ตะแบกจะเริ่มออกดอกหลังการแตกใบใหม่ ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เมื่อดอกบานจะมีช่อดอกใหญ่ แลดูสวยงาม

ผล และเมล็ด
ผลตะแบกมีรูปค่อนข้างกลม ผลสดมีเปลือกหุ้มสีเขียว และหนา เมื่อแก่ เปลือกผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเป็นแบบผลแห้งแตก (capsule) ยาวประมาณ 1.3-1.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1.5-1.7 เซนติเมตร ผิวแข็ง ผลแตกตามยาว 5-6 พู ส่วนด้านในเป็นเมล็ด จำนวนมาก ขนาดเมล็ดยาวประมาณ 1.3-1.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 0.5-0.7 เซนติเมตร เมล็ดรูปร่างแบบรี มีปีก เปลือกเมล็ดมีสีน้ำตาล ทั้งนี้ ผลตะแบกจะเริ่มติดหลังดอกบานแล้วประมาณ 1 เดือน และผลเริ่มแห้งในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม และบางผลจะเริ่มปริแตก ปล่อยให้เมล็ดร่วงลงดินไปพร้อมกัน เพิ่มเติมจาก [2]

ประโยชน์ตะแบก
1. ไม้ตะแบกมีทรงพุ่มใหญ่กว้าง ทรงพุ่มหนา ทำให้เป็นร่มเงาได้ดี นอกจากนั้น ดอกออกเป็นช่อขนาดใหญ่ ดอกมีสีม่วงหรือขาว เมื่อดอกบานจะเป็นช่อใหญ่สวยงาม จึงนิยมปลูกเป็นไม้ให้ร่มเงา และเพื่อประดับดอก ซึ่งพบเห็นได้ตามสวนสาธารณหรือข้างถนนหนทาง
2. เนื้อไม้ตะแบกมีสีน้ำตาลอมเทา เนื้อไม้แข็งแรง ไม่มีเสี้ยน แผ่นไม้ไม่แตกเป็นร่อง นิยมแปรรูปเป็นไม้ก่อสร้างต่างๆ อาทิ แผ่นไม้ปูพื้น ไม้ฝ้า ไม้วงกบ รวมถึงแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ในครัวเรือน อาทิ โต๊ะ เตียง กล่องไม้ ด้ามมีด ด้ามปืน เป็นต้น
3. ท่อนไม้ตะแบกใช้เผาถ่าน ให้ก้อนถ่านแข็ง ถ่านให้ความร้อนสูง รวมถึงกิ่งก้านใช้เป็นเชื้อเพลิงหุงหาอาหารได้เป็นอย่างดี
4. ต้นตะแบกเป็นไม้มงคล เพราะคนไทยโบราณเชื่อว่า การปลูกตะแบกจะช่วยค้ำชูคนในครอบครัวให้ร่มเย็นเป็นสุข ฐานะร่ำรวย มั่นคง ดั่งคำเรียกที่ว่า ตะแบก หมายถึง การแบกรับไว้ไม่ให้ตกต่ำ [6]
5. ขอนดอก เป็นชื่อเรียกแก่ไม้ตะแบกที่มีลักษณะผุผัง มีสีน้ำตาลอมดำ ประขาว มีโพรงอากาศ มีกลิ่นหอม คล้ายกับแก่นกฤษณา เกิดเฉพาะต้นตะแบกที่มีอายุมาก เนื่องจากมีราบางชนิดเข้าไปเติบโตในแก่น แก่นบริเวณนี้ นิยมใช้ทำเป็นยาหรือใช้สกัดน้ำหอม
สรรพคุณตะแบก
ดอก (ต้มดื่ม)
– แก้ท้องเสีย
– ช่วยบำรุงเลือด บำรุงร่างกาย
ดอก (บดใช้ภายนอกหรือต้มอาบ)
– ช่วยรักษาบาดแผล
– ช่วยห้ามเลือด
– แก้โรคผิวหนัง
– รักษาผดผื่นคัน
เปลือก และแก่นลำต้น (ต้มดื่ม)
– บรรเทาอาการไข้หวัด
– แก้มูกเลือด
– ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย ท้องร่วง
– แก้โรคบิด
– ช่วยแก้พิษ แก้ลงแดง แก้พิษสารเสพติด
เปลือก และแก่นลำต้น (ต้มน้ำอาบ)
– รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อจากเชื้อรา
– รักษาผดผื่นคัน
ราก
– แก้อาการปวดเมื่อยร่างกาย
ขอนดอกหรือแก่นดำ (ต้มดื่ม)
– ช่วยบำรุงหัวใจ
– บำรุงปอด
– บำรุงตับ
– ใช้เป็นยาแก้วิงเวียนศรีษะ หน้ามืด ตาลาย
– ช่วยแก้พิษไข้
– ช่วยขับเสมหะ
เพิ่มเติมจาก [3], [4], [5]
การปลูกตะแบก
ตะแบกขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด โดยนำเมล็ดจากผลแห้งหรือผลที่ปริแตกแล้วมาเพาะ หลังการเพาะ 20 วัน เมล็ดจะเริ่มงอก และดูแลต่อจนมีอายุได้ 3-4 เดือน หลังเมล็ดงอก หรือ ลำต้นสูงได้ประมาณ 20-30 เซนติเมตร จึงย้ายกล้าลงปลูก
ขอบคุณภาพจาก ThaiGoodView.com
เอกสารอ้างอิง
[1] นพรัตน์ พัฒนเงิน, 2528, การศึกษาทางอนุกรมวิธานของพันธุ์ไม้สกุลตะแบก-
เสลา และอินทนิลในประเทศไทย.
[2] ชลิดา ชะม้อย, 2555, อัตราการย่อยสลายและความหลากหลาย-
ของราบนซากใบตะแบกใหญ่ในป่าดิบแล้ง-
และป่าผสมผลัดใบ ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่.
[3] ยาสมุนไพรพื้นบ้าน ตะแบก, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2560, เข้าถึงได้ที่ : http://arit.kpru.ac.th/rlocal/index.php/2014-06-12-08-32-11/48-2014-06-12-08-29-53/herbalmedicine-kamphaeng/1149-lagerstroemia-calyculata-kurz/.
[4] ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ, ตะแบก, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 26 เมษายน 2560, เข้าถึงได้ที่ :
https://www.nectec.or.th/schoolnet/library/create-web/10000/science/10000-5660.html/.
[5] มหาวิยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี, ตะแบก, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 24 เมษายน 2560, เข้าถึงได้ที่ :
https://www.rbru.ac.th/db_arts/rbruflower/pdf/Lagerstroemia_floribunda.pdf/.
[6] สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน โรงเรียนเมืองพญาแลวิทยา, ตะแบก, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 22 เมษายน 2560, เข้าถึงได้ที่ :
http://rspgmv.phayalae.ac.th/tawxyang-phrrn-mi-laea-kar-suksa-phrrn-mi/tawxyang-phrrn-mi-chephaa-swn/tabaek/.
Share:

พะยอม


พะยอม (White meranti) เป็นไม้ยืนต้นที่พบได้ในทุกภาค นิยมนำไม้มาใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้างต่างๆ รวมถึงแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องเรือนต่างๆ รวมถึงนิยมใช้ทำสมุนไพร โดยเฉพาะเปลือกมีสรรพคุณต้านเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหาร และดอกบานใช้ทำยาหอม
• วงศ์ : Dipterocarpaceae (วงศ์ยางนา)
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Shorea roxburghii G.Don
• ชื่อสามัญ :
– Shorea
– White meranti
• ชื่อท้องถิ่น :
เหนือ
– กะยอม
– ยางหยวก (น่าน)
– เขียง, เขี่ยว (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่)
ตะวันออก
– ขะยอมดง
– พะยอมดง
อีสาน
– พะยอม
– คะยอม
– ขะยอม
– แดน
ใต้
– ยอม
– พะยอมทอง
ที่มา : [4]
ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
ดอกพะยอมเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ พะยอมเป็นไม้ท้องถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในไทย พม่า ลาว มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น และพบได้ในอินเดีย ในประเทศไทยพบได้ตามป่าผลัดใบ และป่าดิบแล้ง ทั่วทุกภาค พบบริเวณความสูงจากระดับน้ำทะเล 60-1,200 เมตร และบางที่อาจพบได้ตามปาชายหาดใกล้ทะเล สามารถเพาะขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
ที่มา : [3], [5]
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้นพะยอม
พะยอมจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีลำต้นสูงในช่วง 15-30 เมตร มีขนาดวงรอบลำต้นสูงสุดได้ประมาณ 100-300 เซนติเมตร ลำต้นแตกกิ่งแขนงมาก และดูเป็นทรงพุ่มหนา เปลือกต้นแตกเป็นสะเก็ดหนา สีน้ำตาลอมดำ และแตกเป็นร่องตามแนวตั้งของลำต้น ส่วนเนื้อไม้จะเป็นไม้เนื้อแข็งใช้สำหรับงานสร้างบ้านได้ดี เนื้อไม้มีสีเหลืองอ่อนหรืออมน้ำตาล ขึ้นอยู่กับอายุ และหากทิ้งไว้นานจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มักมีเส้นสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มเป็นเส้นพาดผ่าน
ใบพะยอม
ใบพะยอมออกเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับตามกิ่งแขนง ใบมีลักษณะใบมนรี ยาวประมาณ 8-15 เซนติเมตรและกว้างประมาณ 3.5-6.5 เซนติเมตร โคนใบสอบมน ขอบใบเรียบ และเป็นคลื่น ส่วนปลายใบแหลม แผ่นใบเกลี้ยง สีเขียว และเป็นมัน มีเส้นใบเป็นร่องเห็นเด่นชัด ส่วนด้านหลังใบจะมองเห็นเส้นใบเป็นนูนชัดเจน
ดอกพะยอม
ดอกพะยอมออกดอกเป็นช่อขนาดใหญ่ แทงออกที่ปลายกิ่งแขนง ประกอบด้วยช่อย่อยหลายช่อ ช่อย่อยประกอบด้วยกลุ่มดอกที่ออกตามแขนงช่อ ตัวดอกมีขนาดเล็ก ประกอบด้วยก้านดอกขนาดเล็ก สีเหลือง ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ถัดมาเป็นกรวยดอกสีเหลืองเช่นกัน และถัดมาเป็นกลีบดอก 3 กลีบ มีสีเหลืองอ่อนหรือสีครีม แต่ละกลีบมีลักษณะเรียวยาว และบิดตัว ยาวประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 16 อัน เมื่อถึงฤดูออกดอก ช่อดอกจะบานพร้อมกัน เมื่อบานจะส่งกลิ่นหอมอบอวน และส่งกลิ่นหอมได้ไกล การออกดอกจะพบได้ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ของทุกปี ทั้งนี้ ช่วงออกดอกจะพบเป็นกลุ่มช่อดอกปกคลุมทั้งต้น ส่วนใบจะร่วงหมดก่อนหน้านั้นในช่วงผลัดใบ

ผลพะยอม
ผลพะยอม เป็นผลแห้ง และมีปีกที่พัฒนามาจากลีบเลี้ยง ผลมีลักษณะเดียวกันกับผลยางนา ประกอบด้วยมีก้านผลเล็ก ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ตัวผลมีลักษณะกลมรี ผลดิบมีสีเขียว ปีกมีสีเหลือง ปีกมีทั้งหมด 3 อัน เรียวยาว ปีก 2 อันจะสั้น ส่วนอีกอันจะยาว ยาวประมาณ 6-8 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ปลายปีกมน ผลแก่จะแห้งไปพร้อมกับปีก มีสีน้ำตาลแดง เมื่อแห้งจัด ผลจะร่วงออกจากช่อผล เวลาร่วง ปีกจะหมุนตัว และช่วยพยุงผลให้ตกได้ไกลจากต้น ติดผลในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม
สารสำคัญที่พบ
– Catechol
– Pyrogallol
– Tanin
ที่มา : [3], [5]
สรรพคุณพะยอม
เปลือก
เปลือกพะยอมมีรสฝาด ประกอบด้วยสารแทนนินจำนวนมาก นิยมทำเป็นยาบรรเทาอาการโรคต่างๆ ได้แก่
– แก้ลำไส้อักเสบ ใช้สมานลำไส้ สมานแผลในกระเพาะอาหาร (ต้มน้ำดื่ม)
– แก้อาการท้องเดิน (ต้มน้ำดื่ม)
– แก้อาการท้องเสีย โรคท้องร่วง อาหารเป็นพิษ (ต้มน้ำดื่ม) โดยเฉพาะสาร Catechol และ Pyrogallol มีสรรพคุณเด่นในการฆ่าเชื้อ
– ใช้บดผสมน้ำ ทารักษาบาดแผล แผลสดหรือแผลเป็นหนอง
ดอกพะยอม
– ใช้เป็นส่วนผสมของยาหอม หรือดมสด แก้อาการวิงเวียนศรีษะ
– บำรุงหัวใจ (ต้มน้ำดื่ม)
– ช่วยขับปัสสาวะ (ต้มน้ำดื่ม)
– ช่วยลดไข้ (ต้มน้ำดื่ม)
ที่มา : [1], [2], [3], [5]
ประโยชน์พะยอม
ดอกพะยอม
– ดอกพะยอมเมื่อบานจะส่งกลิ่นหอม นิยมใช้ไหว้พระ ใช้โรยขันน้ำสำหรับสงพระ ใช้วางไว้ห้องนอน ห้องรับแขกให้มีกลิ่นหอมหรือดับกลิ่น เป็นต้น
– ดอกนำมาลวกหรือรับประทานสดเป็นผักคู่กับข้าว
– ต้นพะยอมจากกิ่งตอนใช้ปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับดอกหรือเพื่อนำดอกมาใช้ประโยชน์
เปลือกพะยอม
– ใช้เคี้ยวแทนหมากร่วมกับพลู
– ใช้ใส่กระบอกรองน้ำตาลจากรวงตาลหรือน้ำตาลมะพร้าวเพื่อป้องกันการบูดของน้ำตาล
– เปลือกสับเป็นชิ้น ใช้ใส่ในอาหารหมักดอง ป้องกันอาหารเน่าเสีย
– เปลือกซับเป็นชิ้น ใช้ต้มฟอกหนังสัตว์
– สารสกัดจากเปลือกต้านโรคแอนแทรกโนสในพริก และมะละกอ
ยางไม้พะยอม/ชัน
– ยางหรือชันจากต้นพะยอม ใช้เป็นน้ำมันทาไม้หรือชันยาเรือ
เนื้อไม้
– ไม้พะยอม หากมีการแช่น้ำยาจะช่วยให้มีความแข็งแรง และคงทนมาก จึงนิยมใช้ทำหมอนรางรถไฟ การต่อเรือ ก่อสร้างบ้าน เช่น เสา ขื่อ คาน วงกบ ไม้ปูพื้น เป็นต้น
– ไม้พะยอมใช้ทำอุปกรณ์การเกษตร และเครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น เกวียน ด้ามเสียม จอบ ครก สาก หีบกระเดื่อง เป็นต้น
– ไม้พะยอมแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ
ที่มา : [1], [2]
คุณสมบัติของเนื้อไม้
– สี : สีเหลืองอ่อนหรืออมน้ำตาล มีเส้นสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มเป็นเส้นพาดผ่าน และหากทิ้งไว้นานจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
– กลิ่น : ไม่มีกลิ่น
– ลักษณะเสี้ยน : เสี้ยนตรงหรือเสี้ยนสน ส่วนมากเป็นเสี้ยนสน
– ความหยาบ : ปานกลาง
– ความหนัก : ค่อนข้างหนัก 48-55 ปอนด์/ตารางฟุต
– ความถ่วงจำเพาะ : 0.76
ที่มา : [4]
เอกสารอ้างอิง
[1] วรรณิภา เฉลิมหมู่. 2557. ประสิทธิภาพของครีมย้อมผมจากสารสกัดหยาบ-
เปลือกต้นพะยอมและเปลือกต้นคูน.
[2] สมเกียรติ ขันอ่อน.2552. การพัฒนาและการผลิตสารสกัดจากไม้พะยอม-
ในรูปแบบผงเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตน้ำตาลสด.
[3] ฉวีวรรณ บุญมาชัย. 2553. การยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียในช่องปาก-
โดยสารสกัดจากสมุนไพรบางชนิด.
[4] ชมนาค อิงคชัยโชติ. 2527. ความผันแปรตามฤดูกาลของกิจกรรมแคมเบียม-
ในกิ่งของไม้ประดู่ พะยอม และยางกราด ในป่าเต็งรัง.
[5] อารี แก้วกนกวิจิตร. 2546. ผลของไม้พะยอมและไม้มะเกลือที่มีต่อ-
จุลินทรีย์ในน้ำตาลสดและน้ำตาลเมา.
Share:

ต้นดอกเข็ม

ต้นดอกเข็ม

https://kanyaratpunalao.wordpress.com
เข็มญี่ปุ่น เข็มแดง
รหัสพรรณไม้: 7-56000-002-005
ชื่อวิทยาศาสตร์: Ixora stricta Roxb.
ชื่อวงศ์: RUBIACEAE
ชื่อพื้นเมือง : เข็มญี่ปุ่น เข็มแดง
ถิ่นกำเนิด : แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การขยายพันธุ์ ปักชำกิ่ง เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง 
เวลาออกดอก : ออกดอกตลอดปี
ทั่วไป
  • ต้น : ลำต้นเหนือดิน  ตั้งตรงเองได้
0102
  • ใบ : ชนิดของใบคือใบเดี่ยวมีสีเขียว ขนาดแผ่นใบ กว้าง 6 ซ.ม. ยาว 11 ซม.
    การเรียงตัวของใบบนกิ่งเป็นแบบตรงข้ามสลัยตั้งฉาก รูปร่างแผ่นใบเป็นรูปรี
    ปลายใบจะเป้นเรียวแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ03
  • ดอก : ช่อซี่ร่มเชิงประกอบ ตำแหน่งออกของดอกอยู่ที่ปลายยอด
    กลีบดอกมีโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 4 แฉก สี แดง รูปดอกเข็ม มีรังไข่ใต้วงกลีบ ไม่มีกลิ่น                                                    04
  • ผล : สีของผลถ้าเป็นผลอ่อนจะมีสีเขียวและถ้าเป็นผลแก่ผลแก่จะมีสีม่วง
    รูปร่างผลกลม เมล็ดมีจำนวน 1 เมล็ด สีของเมล็ดจะเป็นน้ำตาลอ่อน
    รูปร่างเมล็ดกลม
การปลูก : ใช้กระถางทรงสูงขนาด 8-12 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : แกลบผุ : ดินร่วนอัตรา1:1:1 ผสมดินปลูกควรเปลี่ยนกระถางปีละครั้งเพราะการเจริญเติบโตของทรงพุ่มโตขึ้นและเพื่อเปลี่ยนดินปลูก
การดูแลรักษา : การดูแลรดน้ำ-รดน้ำสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ควรปลูกกลางแจ้งอกจากนี้ก็ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ในอัตราส่วน 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ซึ่งควรใส่ 5-6 ครั้ง/ปี
ส่วนที่มีกลิ่น : ดอก
สรรพคุณทางยา : รากใช้ปรุงเป็นยาบำรุงไฟธาตุ รักษาตาพิการ แก้เสมหะและกำเดา \บรรเทาอาการบวม
ลักษณะวิสัย : ไม้พุ่ม
ลักษณะเด่นของพืช : ไม้พุ่มขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านจ านวนมาก ทรงพุ่มแน่นทึบ ดอกสีแดงอมส้ม ออกเป็นช่อกระจุกซ้อนที่ปลายกิ่ง
ประโยชน์: รากมีรสหวานใช้รับประทานแก้โรคตา เจริญอาหาร ใบใช้เป็นยาฆ่าพยาธิ ดอกแก้โรคตาแดง ตาแฉะ ผลแก้โรคริดสีดวงในจมูก
บริเวณที่พบ : หน้าหอสมุด
Share:

มะขาม

มะขาม
ที่มา : https://kanyaratpunalao.wordpress.com/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A1-2/

รหัสพรรณไม้: 7-56000-002-059
ชื่อวิทยาศาสตร์: Tamarindus indica L.
ชื่อวงศ์: Leguminosae – Caesalpinioideae
ชื่อพื้นเมือง : มะขาม
ถิ่นกำเนิด : เป็นพื้นพรรณไม้พื้นเมืองของทวีปแอฟริกา  แถบประเทศซูดาน
การขยายพันธุ์  :  ทาบกิ่ง , ติดตา , ตอนกิ่ง
เวลาออกดอก :  1 ปี  มะขามจะออกดอกและบานประมาณ 5-10 ชุด ระยะเวลาไม่เกิน 2 
ทั่วไป
  • ต้น : ลำต้นเหนือดิน  ตั้งตรงเองได้                                           1112
  • ใบ : มีใบประกอบ  แบบขนนกปลาย   สีเขียวอ่อน  ขนาดใบ กว้าง  4  ซ.ม.ยาว 25ซ.ม มีลักษณะพิเศษของใบ คิือ  เป็นใบย่อย  รูปขอบขนาน  ปลายใบและโคนใบมน         สีเขียว มีการเรียงตัวของใบบนกิ่งแบบสลับระนาบเดียว  รูปร่างแผ่นใบเป็นรูปขอบ                                                                                                       13
  • ดอก : ดอกเป็นช่อกระจะ ตำแหน่งออกของดอกตามลำต้นหรือกิ่ง กลีบเลี้ยงแยกจากกัน มีจำนวน 4 กลีบ สีชมพูอมแดง กลีบดอกจะเป็นกลีบดอกแยกกัน มีจำนวน 3 กลีบ สีเหลืองลายแดง เกสรเพศผู้จะมีจำนวน 3 อัน สีเหลือง เกสรเพศเมียจะมีจำนวน 1 อัน สีเขียว รังไข่เหนือวงกลีบ
  • ผล :  ผลเป็นแบบผลเดี่ยว ผลแห้งจะมีฝักหักข้อ  สีของผลถ้าเป็นผลอ่อนจะมีสีเขียวเทาและถ้าเป็นผลแก่จะมีน้ำตาลเกรียม รูปร่างผลจะเป็นฝักยาวจะมีลักษณะพิเศษของผลคือมีผิวเปลือกเกลี้ยง  เป็นสีน้ำตาลเข้ม เมล็ดจะมีจำนวน 3-12  เมล็ด สีของเมล็ดจะเป็นสีน้ำตาล รูปร่างของเมล็ดค่อนข้างกลม                                                                                                                                                       14
การปลูก
  1.  การเลือกพันธุ์มะขามและระยะปลูก
  2. การเตรียมดินก่อนจะปลูกมะขาม ขุดหลุมกว้าง 50 ซม. ลึก 50 ซม. หรือถ้าดินและน้ำดีอาจหลุมเล็กกว่านี้ ผสมดินปลูกลงในหลุมด้วยแกลบดิบหรือเปลือกถั่วลิสง ปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน และหน้าดิน 1 ส่วน หรือถ้าไม่มีจริงก็ใช้เศษหญ้าใบไม้แห้งกับหน้าดินก็ได้ ดินผสมประมาณ 1 ลูกบาศก์เมตร เติมกระดูกป่นหรือปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟต ½ – 1 กก. ถ้าแหล่งใดดินเป็นกรดควรเติมปูนขาวหรือปูนดินอีก ½ กก. เตรียมหลุมรดน้ำไว้พร้อมที่จะปลูกได้
การดูแลรักษา            
  1.  1 การให้น้ำ ควรให้น้ำต้นมะขาม ทันทีหลังจากเก็บฝักและตัดแต่งกิ่งแล้ว เพื่อมะขามจะได้ผลิใบใหม่ออกดอกเร็วขึ้น และออกดอกพร้อมกัน ทำให้ฝักแก่เก็บได้เร็วขึ้นอีกด้วย ควรให้น้ำทุกครั้งเมื่อมีการให้ปุ๋ยทางดินและให้บ้าง ขณะติดฝักอ่อนในช่วงที่ฝนทิ้งระยะ หรือดินมีความชื้นน้อย และหยุดการให้น้ำเมื่อฝักเริ่มแก่
  2. การใส่ปุ๋ย ควรใส่ในปริมาณที่ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป เพราะจะมีผลต่อคุณภาพของมะขาม
ส่วนที่มีกลิ่น คือ ดอก
ลักษณะวิสัย :ไม้ต้น
ประโยชน์: เนื้อไม้ ใช้ท าเป็นเขียง ใบอ่อนและดอก ใช้รับประทานเป็นอาหารได้ เนื้อในผล (มะขามเปียก) ใช้ผล แก่ประมาณ 10-20 ฝักน ามาจิ้มเกลือกิน แล้วดื่มน้ าตามลงไป หรืออาจใช้ท าเป็นน้ ามะขามคั้นเอาน้ ากิน เป็นยาแก้ อาการท้องผูก เป็นยาระบาย แก้ไอขับเสมหะ ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย ลดการกระหายน้ า หรือใช้เนื้อมะขาม ผสมกับข่า และเกลือพอประมาณรับประทานเป็นยาขับเลือดขับลม แก้สันนิบาตหน้าเพลิง หรืออาจใช้ผสมกับปูน แดง แล้วน ามาพอกหรือทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อนหรือฝี เมล็ดแก่ น ามาคั่วให้เกรียมแล้วกระเทาะเปลือกออกใช้ ประมาณ 20-30 เม็ด น ามาแช่น้ าเกลือจนอ่อนใช้กินเป็นยาถ่ายพยาธิิไส้เดือนในท้องเด็กได้ หรือใช้เปลือกนอกที่ กระเทาะออก ซึ่งจะมีรสฝาดใช้กินเป็นยาแก้ท้องร่วง และแก้อาเจียนได้ดี
สรรพคุณทางยา : มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ลดความร้อนของร่างกาย ละลายเสมหะ แก้กระหายน้ำ เสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย ด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ รากมะขามช่วยในการสมานแผล รักษาโรคเริม ช่วยรักษาหวัด อาการไอ
Share:

กระดังงา/การเวก (Ylang-Ylang)


กระดังงา หรือ การเวก (Ylang-Ylang) เป็นไม้รอเลื้อยที่นิยมปลูกมากในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร เพราะเป็นไม้ที่แตกกิ่งมาก ให้ใบดกเขียวทั้งปี และมีอายุยืนนาน รวมถึงทนต่อสภาพอากาศร้อน และทนต่อภาวะมลพิษทางอากาศได้สูง จึงนิยมปลูกเพื่อให้ร่มเงา และช่วยลดมลพิษทางอากาศ รวมถึงเป็นได้ประดับดอกด้วย
กระดังงา หรือ การเวก มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียตอนใต้ และศรีลังกา สันนิษฐานว่าถูกนำเข้ามาเผยแพร่ และนำเมล็ดเข้ามาปลูกผ่านทางพ่อค้าชาวอินเดียในช่วงสมัยอยุธยาในหมวดสินค้าที่เกี่ยวกับน้ำหอมหรือพืชที่ให้ความหอม
• วงศ์ : Annonaceae
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artabotrys hexapetalus (Linn.f.) Bhandari.
• ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ : Artabotrys siamensis Miq.
• ชื่อสามัญ :Ylang-Ylang
• ชื่อพื้นเมือง :
ภาคกลาง และทั่วไป
– การเวก
– กระดังงาจีน
ภาคเหนือ
– สะบันงาจีน
– สะบันงาเครือ
ภาคใต้
– กระดังงาเถา
ภาคตะวันตก (ราชบุรี)
– กระดังงาป่า
– หนามควายนอน
ดอกการเวก
ขอบคุณภาพจาก www.senseofkrabi.com
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
กระดังงา/การเวก เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็งที่มีเถาขนาดใหญ่ และมีอายุยืนนานหลายปี ลำต้นมีผิวเรียบสีเทาจนถึงดำ โดยเฉพาะต้นที่มีอายุมากจะมีลำต้นสีดำ และมีปุ่มนูนสลับกันตามความสูงของลำต้น โดยแตกกิ่งเลื้อยยาวจำนวนมากบริเวณส่วนปลายของต้น กิ่งอ่อนหรือยอดอ่อนมีสีเขียว
ใบ
ใบกระดังงา/การเวก แทงออกเป็นใบเดี่ยว เยื้องสลับข้างกันบนกิ่ง แผ่นใบเรียบ มีรูปทรงรีปลายใบแหลม โคนใบมน ขนาดกว้าง 4-8 ซม. ยาว 12-18 ซม. ใบค่อนข้างหนา และเหนียว ใบอ่อนมีสีเขียวสด ใบแก่ด้านบนมีสีเขียวเข้ม ใต้ใบมีสีอ่อนกว่า และมีขนตามเส้นใบ
ใบการเวก
ขอบคุณภาพจาก www.ss-botany.org
ดอก (ตามรูปด้านบน)
ดอกกระดังงา/การเวก อาจแทงออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกลุ่มหลายดอก 2-5 ดอก มีก้านดอกโค้งงอ สีเขียว ดอกอ่อนหรือดอกตูมที่ยังไม่บานจะมีรูปทรงกรวย ปลายดอกแหลม เมื่อบานจะกลีบดอกจะแผ่ออก และมีกลิ่นหอม จำนวนกลีบดอก 6 กลีบ กลีบดอกอ่อนมีสีเขียว และค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อแก่ แต่ละกลีบแยกจากกัน มีรูปรี ปลายกลีบแหลม เรียงสลับกันจำนวน 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ โดยกลีบดอกชั้นในจะสั้น และเล็กกว่าชั้นนอก ขนาดกลีบยาวประมาณ 3-4 ซม. โดยกลีบดอกจะบานในช่วงเช้าตรู่ และไม่หุบกลับจนกว่าดอกจะร่วง ทั้งนี้ ดอกกระดังงา/การเวกจะบานได้ตลอดทั้งปี และจะออกดอกมากในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม
ผล และเมล็ด
ผลกระดังงา/การเวกมีลักษณะค่อนข้างรี และป้อม ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีเหลือง แดง และสีดำ ภายในผลมีเมล็ด 1-2 เมล็ด
ผลการเวก
ประโยชน์กระดังงา/การเวก
1. ดอกใช้สกัดน้ำมันหอมระเหยที่นิยมใช้ทำน้ำหอม และยาหอม ใช้ทานวด และใช้ในด้านความสวยความงาม
2. ดอกนำมาห่อรวมกันในใบ และสูดดม ช่วยในการผ่อนคลาย
3. ปลูกเป็นไม้ประดับต้น และประดับดอก
4. ปลูกเพื่อให้ร่มเงา
5. ปลูกเพื่อใช้เป็นแนวรั้วหรือเขตแดน
6. เนื่องจากระดังงาจะให้ใบจำนวนมาก ใบดกเขียวอยู่นาน จนเป็นไม้ที่ให้ร่มเงาได้ดี รวมถึงทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ อาทิ ทนต่อแหล่งที่มีมลพิษทางอากาศสูง ทนต่อสภาพแห้งแล้ง จึงนิยมใช้ปลูกในเมืองใหญ่เพื่อให้ร่มเงา และช่วยบำบัดมลพิษทางอากาศ ดังที่พบเห็นตามข้างถนนในกรุงเทพมหานคร
สาระสำคัญที่พบ
ใบ
– Artabotrys-A และB
– Taxifolin
– Succinic acid
– Fumaric acid
เมล็ด
– Isoamericanin-A
– Isoamericanol-A
– Americanin-B
– Artabotrycinol
– Palmitic acid
– Beta-sitosterol
– Daucosterol
สาระสำคัญในน้ำมันหอมระเหยจากดอก
– ethyl acetate ประมาณ 47.3 %
– isobutyl acetate ประมาณ 26.8%
– ethyl butanoate ประมาณ 9.7%
– ethyl isobutanoate ประมาณ 9.2%
ที่มา : ทวี อินสุระ (2552) อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ(1)
สรรพคุณกระดังงา/การเวก
ราก
– ใช้รักษาโรคมาลาเรีย
– ช่วยฟื้นร่างกายหลังการคลอดบุตร
ลำต้น
– ใช้รักษาโรคในถุงน้ำดี
– ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ
– ใช้ป้องกันการตั้งครรภ์
ใบ
– ใช้รักษาอหิวาตกโรค
– ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ
– ใช้ป้องกันการตั้งครรภ์
– น้ำต้มจากใบใช้เป็นบาขับปัสสาวะ
ดอก
– ใช้สูดดมแก้อาการวิงเวียนศรีษะ
– น้ำต้มจากดอกนำมาดื่ม ช่วยแก้อาการท้องเสีย
– นำดอกมาต้มดื่ม ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงโลหิต และช่วยขับปัสสาวะ
ผล
– ใช้รักษาวัณโรค
การปลูก
การปลูกกระดังงา/การเวกนิยมใช้วิธีการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง รวมถึงใช้วิธีการปักชำกิ่ง โดยการเพาะเมล็ดจะได้ต้นที่มีขนาดใหญ่ และมีอายุยืนยาวกว่าการปลูกจากกิ่งที่ได้จากการตอนหรือการปักชำ แต่การเพาะด้วยเมล็ดจะงอกช้า เพราะเปลือกเมล็ดค่อนข้างแข็ง และหนา ดังนั้น ควรแช่น้ำก่อน 1-2 วัน ก่อนเพาะ และเมื่อปลูกจนต้นมีขนาดใหญ่แล้ว จำเป็นต้องทำที่ค้ำยันเพื่อให้กิ่งพาดเลื้อยได้
Share:

มะม่วง

มะม่วง 

(ชื่อวิทยาศาสตร์: Mangifera Indica)
เป็นไม้ยืนต้นในสกุล Mangifera ซึ่งเป็นไม้ผลเมืองร้อนในวงศ์ Anacardiaceae (กลุ่มเดียวกับถั่วพิสตาชีโอและมะม่วงหิมพานต์)

ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/มะม่วง

 ข้อมูลทั่วไป

ชื่อวิทยาศาสตร์: Mangifera indica
เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย เพราะการที่ภูมิภาคนั้นมีความหลากหลายทางพันธุกรรมและร่องรอยฟอสซิลที่หลากหลาย นับย้อนไปได้ถึง 25-30 ล้านปีก่อน[2] มะม่วงมีความแตกต่างประมาณ 49 สายพันธุ์กระจายอยู่ตามประเทศในเขตร้อนตั้งแต่อินเดียไปจนถึงฟิลิปปินส์ จากนั้นจึงแพร่หลายไปทั่วโลก เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ใบโต ยาว ปลายแหลม ขอบใบเรียบ ใบอ่อนสีแดง ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็ก สีขาว ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีเหลือง เมล็ดแบน เปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง
มะม่วงเป็นผลไม้เศรษฐกิจ ปลูกเป็นพืชสวน ประเทศไทยส่งออกมะม่วงเป็นอันดับ 3 รองจากฟิลิปปินส์ และเม็กซิโก [3]เป็นผลไม้ประจำชาติของอินเดีย[4] ปากีสถาน และฟิลิปปินส์ รวมทั้งบังกลาเทศ[5]

ลักษณะดอก
ลักษณะพุ่มตั้น

ผลมะม่วงพันธุ์ มะม่วงน้ำดอกไม้สีม่วง

มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง

ผลมะม่วง มะม่วง R2E2

สายพันธุ์

มะม่วงมีพันธุ์มากมายดังที่ปรากฏในหนังสือพรรณพฤกษาของพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ที่กล่าวถึงมะม่วงในสมัยรัชกาลที่ 5 ไว้กว่า 50 พันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เช่น เขียวเสวย แรด น้ำดอกไม้ โชคอนันต์ อกร่อง ตัวอย่าง เช่น
เขียวเสวย เป็นพันธุ์พื้นเมืองของนครปฐม ผลยาว ด้านหลังผลโค้งนูนออก ปลายแหลม ผิวเรียบ สีเขียวเข้ม เปลือกหนา เหนียว ผลแก่รสมัน น้ำดอกไม้ เป็นพันธุ์ที่กินผลสุก รูปร่างยาวเรียว ผลดิบเนื้อขาว รสเปรี้ยวจัด ผลสุกสีเหลืองนวล รสหวาน อกร่องทอง เป็นพันธุ์เก่าแก่ นิยมรับประทานกับข้าวเหนียวมูน ผลค่อนข้างเล็ก มีร่องเป็นแนวยาวที่ด้านท้อง ผลสุก เนื้อละเอียด มีเสี้ยนน้อย ฟ้าลั่น ผลกลม ท้ายแหลม ลูกขนาดกลาง นิยมรับประทานผลแก่ มีรสมัน เมื่อปอกเปลือก เนื้อมะม่วงจะปริแตก หนังกลางวัน ผลยาวคล้ายงาช้าง แก่จัดรสมันอมเปรี้ยว สุกรสหวาน แก้ว นิยมกินดิบ ผลอ้วนป้อม เปลือกเหนียว เมื่อเกือบสุกเปลือกจะมีสีอมส้มหรืออมแดง โชคอนันต์ รูปร่างยาว ปลายมน กลายพันธุ์มาจากมะม่วงป่า นิยมนำไปทำมะม่วงดอง มหาชนก เป็นลูกผสมของมะม่วงพันธุ์หนังกลางวันกับพันธุ์ซันเซ็ตจากอินเดีย ผลยาวรี สุกสีเหลืองเข้ม มีริ้วสีแดง เนื้อไม่เละ กลิ่นหอม จะสุกในช่วงที่มะม่วงพันธุ์อื่นวายแล้ว

การใช้ประโยชน์

ผลมะม่วงนำมารับประทานได้ทั้งดิบและสุก มะม่วงดิบเปลือกสีเขียวเนื้อสีขาวส่วนใหญ่มีรสเปรี้ยว ยกเว้นบางพันธุ์ที่เรียกว่ามะม่วงมัน ส่วนผลสุกจะมีสีเหลืองทั้งเปลือกและเนื้อ รับประทานสด หรือ นำไปทำเป็นอาหารเช่น ข้าวเหนียวมะม่วง อีกทั้งมีการนำไปแปรรูป เช่น มะม่วงแก้ว มะม่วงดอง มะม่วงแช่อิ่ม มะม่วงเค็ม น้ำแยมมะม่วง พายมะม่วง เป็นต้น[6]

ประเภท

 แบ่งมะม่วงตามความนิยมในการรับประทานเป็น 3 ประเภทคือ
นิยมรับประทานดิบได้แก่พันธุ์ที่มีรสหวานมันตอนแก่จัด เช่น เขียวเสวย แรด พิมเสนมัน ทองดำ เขียวไข่กา หรือมีรสมันตอนอ่อนไม่เปรี้ยว เช่น ฟ้าลั่น หนองแซง มะม่วงเหล่านี้เมื่อสุกแล้วจะหวานชืด ไม่อร่อย นิยมรับประทานสุก เมื่อดิบมีรสเปรี้ยว ต้องบ่มให้สุกก่อนรับประทานเช่น อกร่อง นวลจันทร์ น้ำดอกไม้ นำไปประกอบอาหาร เช่น ใส่ในน้ำพริก ยำ นิยมนำมาแปรรูป แก่จัดมีรสมันอมเปรี้ยว เมื่อสุกหวานอมเปรี้ยว ใช้ยอดอ่อน ผลอ่อน มาประกอบอาหารแทนผัก ใช้เป็นยาสมุนไพร เช่น ผลมะม่วงดิบมีวิตามินซีสูง แก้เลือดออกตามไรฟัน เป็นต้น ชาวกะเหรี่ยงในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่นำเปลือกต้นมะม่วงไปย้อมผ้า ให้สีเขียว[7]

สารอาหาร

มะม่วงดิบ
คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม (3.5 ออนซ์)
พลังงาน 250 kJ (60 kcal)
15 g
น้ำตาล 13.7 g
ใยอาหาร 1.6 g
0.38 g
0.82 g
วิตามิน
วิตามินเอ
(7%)
54 μg
(6%)
640 μg
ไทอามีน (บี1)
(3%)
0.03 mg
ไรโบเฟลวิน (บี2)
(3%)
0.04 mg
ไนอาซิน (บี3)
(4%)
0.67 mg
(4%)
0.2 mg
วิตามินบี6
(9%)
0.12 mg
โฟเลต (บี9)
(11%)
43 μg
วิตามินซี
(43%)
36 mg
แร่ธาตุ
แคลเซียม
(1%)
11 mg
เหล็ก
(1%)
0.16 mg
แมกนีเซียม
(3%)
10 mg
ฟอสฟอรัส
(2%)
14 mg
โพแทสเซียม
(4%)
168 mg
สังกะสี
(1%)
0.09 mg
ประมาณร้อยละคร่าว ๆ โดยใช้การแนะนำของสหรัฐอเมริกาสำหรับผู้ใหญ่
แหล่งที่มา: USDA Nutrient Database
Share:

About Me

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริบางประการเกี่ยวกับ การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช "การสอนและอบรมให้เด็กมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์พืชพรรณนั้น ควร ใช้วิธีการปลูกฝังให้เด็กเห็นความงดงาม ความน่าสนใจ และเกิดความปิติที่จะทำการ ศึกษาและอนุรักษ์พืชพรรณต่อไป การใช้วิธีการสอนการอบรมที่ให้เกิดความรู้สึกกลัวว่า หากไม่อนุรักษ์แล้วจะเกิดผลเสีย เกิดอันตรายแก่ตนเอง จะทำให้เด็กเกิดความเครียด ซึ่งจะเป็นผลเสียแก่ประเทศในระยะยาว"

BTemplates.com

บทความที่ได้รับความนิยม

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

ค้นหาบล็อกนี้

ร้านรอยลายยอ (ROI LAI YOR)

ร้านรอยลายยอ (ROI LAI YOR)
ร้านรอยลายยอ (ROI LAI YOR)